Filed under: Uncategorized
ลองหลับตานึกภาพหน้าตัวเองในความคิด ผมมองเห็นใบหน้าเพียงเลือนลางรายละเอียดหลายอย่างถูกบดบังแฝงตัวในความมืดมิด ดูเหมือนการส่องกระจกเงาสักบานจะทำให้เรามองเห็นใบหน้าของตัวเองได้ชัดเจนครบถ้วนกว่าโดยไม่ต้องสงสัย บางครั้งการมองอะไรผ่านมุมมองของคนอื่นนั้นก็ทำให้เราเ้ข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้น เพียงแต่ว่าถ้าสมมติเรายืนส่งกระจกในห้องที่มืดมืดหล่ะผลที่ได้คงไม่แตกต่างจากการนึกภาพในจินตนาการ หรือการมองอะไรในมุมกว้างยังไม่เพียงพอ หรือเราต้องแสงสว่างเพื่อทำให้เห็นอะไรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วเราจะหาแสงสว่างเหล่านั้นที่ไหนกันหล่ะ ถ้าจะใช้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ก็เห็นจะจำกัดด้วยเงื่อนไขของเวลาแล้วทำอย่างไรเมื่อเวลากลางคืนมาถึง ถ้าจะใช้แสงเทียนกูดูเหมืนอว่าความสว่างคงพอจะทำให้เห็นได้สลัวๆ จนชั่วลมพัดเท่านั้นเอง หรือถ้าจะใช้ความสว่างจากไฟฟ้าแล้วหากไฟฟ้าดับหลอดไฟขาดเราจะทำอย่าไร ดูเหมือนว่าชีวิตเราจะเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมายแต่สุดท้ายมันก็อยู่ที่เราว่าจะเลือกทำเช่นไร
หรือใครบางคนอาจกำลังตั้งคำถามว่า “เเล้วจะเห็นใบหน้าของตัวเองไปเพื่ออะไรกัน”
Filed under: Uncategorized

คืนแรก ณ เมืองเชียงรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ไอ้น้องชายตัวดีดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เราชักชวนกันไปทัวร์แสงสีท่องราตรีเมืองเหนือกันซักที โดนไม่รู้จุดหมายโทรหาเพื่อนที่เป็นคนพื้นที่แต่ช่วงเวลาสงกรานต์อย่างนี้มันเสือกอยู่กรุงเทพซะอย่างนั้น แต่ก็เอาเถอะมันก็ให้ลายแทงมาพอสมควร
“พี่ๆไปโรงแรมอะไรคำๆ ที่มีที่เที่ยวเยอะๆอ่ะพี่ เท่าไหร่ครับ” ผมถามรถตุ๊กๆคันหนึ่งที่จอดอยู่หน้าตลาดไนท์
สนนราคาเหมาๆให้เราแบบเบาะหกสิบบาท หลังจากนั่งตุเลงตุเลงได้ซักพักเราก็มาถึงหน้า “สเปิร์มบาร์” ที่เที่ยวดังแห่งหนึ่งของที่นี่ แต่ด้วยชื่อทีออกเเนวใต้สะดือและไฟแสงสดใสที่หน้าร้านเราตัดสินใจกันว่ามันคงจะไม่ใช่ร้านที่เรากำลังตามหากันอยู่ จากคำบอกของเพื่อนตัวดี “มึงเดินไปเถอะในซอยนั้นทั้งซอยแหละัร้านทั้งนั้น เลือกเอา” เราเดินต่อมาได้สักหน่อยก็เจอกับร้านน่านั่งอีกร้านนึง ชื่อ “กรุงเทพ” มีชื่อภาษาฝรั่งกิ๊บเก๋ว่า “Like to Bangkok” ถือว่าเป็นร้านที่ได้รับความนิยมทีเดียวผมคิดอย่างนั้น เพราะเท่าที่เดินผ่านมาหลายร้านคนไม่เต็มขนาดนี้ อันที่จริงต้องเรียกว่าแออัดเลยซะมากกว่า ใจจริงเราชอบร้านนี้กันบรรยากาศน่านั่งสไตล์การตกแต่งดูมีระดับกว่าร้านภูธรอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียง(และแตกต่างอย่างสุดโลกกับร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกั้น) มีดนตรีสดๆที่กำัลังบรรเลงกันอย่างเมามัน ผู้คนเบียดเสียดยืนกันเต็มร้านจนหลงนึกไปว่าอยู่กรุงเทพจริงๆ หลังจากพยายามเดินวนเวียนหาโต๊ะอยู่ซักพักก็จนใจต้องออกเดินทางไปหาร้านใหม่ที่พอจะมีที่ให้นั่งได้บ้าง
เราเดินต่อไปตามถนนอีกไกลพอควรก็มาเจอกลับเทคขนาดใหญ่ คุ้นๆว่าเพื่อนว่าเป็นเทคที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเชียงรายชื่อว่า “พาร์คลับ” ตัวอาคารรูปทรงแปลกคล้ายจานบินดูจากภายนอกก็คะเนได้ว่ามันใหญ่โตจริงๆ แต่พอขึ้ื่นชื่อว่าเทค เราก็พอจะจินตนาการออกว่าภายในจะเป็นอย่างไร เราจึงเดินผ่านไปลึกเข้าไปอีกนิดหน่อย ก็เจอกับกลุ่มอาคารที่หันหน้าเข้าหากันอารมณ์คล้ายๆแถวรัชดา ผมเข้าใจว่าเค้าเรียกแถวนี้ว่า “End Zone” เมื่อพิจารณาจากตัวเลือกที่เหลืออยู่โดยรอบแล้วเราต่างลงความเห็นว่า “La-Lar-Bar” ดูจะเป็นร้านที่โอเคที่สุด ร้านนี้มีสองชั้นด้านล่างเป็นร้านนั่งมีโต๊ะเต็มไปหมดทั้งไม้และโซฟา มีดนตรีสดเล่นเพลงแนวเบเกอรี่(และอะไรที่ฟังเเล้วให้ความรู้สึกใกล้เคียงกัน) ส่วนด้านบนเป็นเทคให้ใครที่อยากเสียเหนื่อยก็ลองขึ้นไปลองกันดู เเม้ว่าร้านจะใหญ่โตแต่คนก็เต็มทุกโต๊ะแต่โชคยังเข้าข้างในที่สุดเราก็ได้โต๊ะนั่งไม่ไกลจากเวทีเท่าไรนัก
ผมสังเกตุเห็นอะไรอย่างหนึ่งที่ชวนท้องแข็งเอามากๆ เด็กเสิร์ฟที่นี่เค้าแต่งตัวกันเเบบให้เข้ากับเทศกาลด้วยการใส่เสื้อลายดอกหลากสี แต่ถึงจะยังไงกางเกงหรือกระโปรงที่ใส่ก็ยังเป็นยีนบ้าง ผ้าบ้าง ประมานว่าเอาเฉพาะท่อนบนแล้วกันที่ใส่ตามหน้าที่ แต่ผมเจอพนักงานคนหนึ่งที่ดูจะอินกับเทศกาลเป็นพิเศษ พี่แกใส่เสื้อหม้อห้อมสีน้ำเงินเข้มกางเกงหม้อห้อมเข้าชุดขาเต่อเล็กน้อย ที่สำคัญมีผ้าขาวมาคาดเอวอีกต่างหาก ถ้าคืนนั้นมีการประกวดชุดแต่งกายยอดเยี่ยมแกคงได้รางวัลไปครองอย่างไม่ต้องสงสัย
ดึกแล้วหลายโต๊ะเริ่มทยอยเช็คบิล ผมมองดูนาฬิกาเที่ยงกว่าๆ บนเวทีนักดนตรียังคงเล่นอยู่ “เพลงนี้เป็นเพลงสุดท้ายแล้วนะครับสนุกกันให้เต็มที่…” เสียงนักร้องนำว่าอย่างนั้น เพลงซาวน์ดนตรีขึ้นสร้างความประหลาดใจเล็กน้อย “เอ๊ะนี่มันสามช่านี่หว่า…” แต่พอนักร้องเริ่มขยับปากร้องเท่านั้นแหละเราก็ได้ฮากันอีกรอบ มันเป็นเพลง “จำทำไม” ของแทดทูคัลเลอร์ที่เอามาคอฟเวอร์สไตล์สามช่า แม้จะแปลกแต่ก็ฟังรื่นหูดีพิกล
หลังจากนั่งชิวต่อไปอีกซักพักจนเครื่องดื่มเราหมดก็ขออำลาไป เบ็ดเสร็จสารตะเบียร์ไฮเนเก้นหนึ่่งทาวเวอร์กบน้ำแข็ง เฟรนซ์ฟราย์ และยำทูน่า รวมเป็นเงิน 600 นิดๆ ก็ถือว่าสมควรแก่เหตุ เราเดินกลับกันออกมาคิดว่าต้องถ่อไปถึงปากซอยแต่ที่ไหนได้มาเจอเข้ากับตุ๊กที่หน้าพาร์คลับเลยประหยัดเวลาและพลังงานไปได้อีกโข “ไปเรือนอินทร์เท่าไหร่ครับ….”
Filed under: Uncategorized
ทริปยาวห้าวันเชียงราย-ลำปางคราวนี้มีอะไรมากกว่าที่คาดคิด
เคยได้ยินวลีฝรั่งเมื่อนานมาแล้ว “Love is all around” ความรักอยู่รอบตัวเรา มาถึงวันนี้ผมได้เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ค่ำคืนหนึ่งของการเดินทางระหว่างที่เราเดินชอปปิ้งในตลาดไนท์ของเมืองเชียงราย พี่สาวของผมแอบแวะซื้อเค้กเก็บไว้ท้ายรถ เมื่อถึงโรงแรมผมถึงได้รู้ว่ามันเป็นมากกว่าเค้กธรรมดาก้อนหนึ่ง มันกลายเป็นของขวัญเซอร์ไพร์วันเกิดของพี่เขยของผม ผมร่วมวงร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ด้วยความตื้นตันใจ
คุณยายของผมแก่มากแล้ว แกนอนปวดด้วยโรคกระดูกเสื่อมทันทีที่รถของเราไปถึงแกลุกขึ้นเดินออกมารับพวกเราที่หน้าบ้านทั้งที่ก่อนนี้ต้องใช้รถเข็น เย็นวันที่สามของการเดินทางเรากลับเข้าไปหาคุณตาคุณยายที่บ้านเราได้รับข่าวที่ไม่ค่อยจะดีนัก คุณยายอาการไม่ดีหมดเรี่ยวแรงน้าสาวของผมที่บ้านอยู่ไม่ไกลจากบ้านคุณตาคุณยาย ขับรถพาคุณยายไปส่งที่โรงพยาบาลใกล้ๆ สวนกับรถของเราที่มุ่งเข้าบ้าน เรานั่งรอฟังข่าวด้วยความกระวนกระวายใจ คุณตาวัยแปดสิบเศษเจ็บออดๆแอดๆด้วยโรคหอบหืด แกมีถังอ๊อกซิเจนอยู่ที่ข้างเตียงเผื่อไว้ยามฉุกเฉิน ถ้าจะถามว่าใครที่ว้าวุ่นใจที่สุดภายในบ้านในเวลานั้น คงเป็นชายชราผู้นี้แกเฝ้านั่งถามเราแถบจะทุกห้านาที “แม่เอ็งต้องนอนโรงพยาบาลรึป่าว….” “เจอหมอมั้ย…..” “ลองโทรหาดูซิเป็นยังไงบ้าง………..” ผ่านไปสองชั่วโมงคุณยายกลับมา หมอฉีดยาบำรุงแล้วจ่ายยามาให้ ผมยังจำรอยยิ้มไร้ฟันของคุณตาได้ดี น้องชายคนหนึ่งอุ้มคุณยายเข้าไปนอนให้ห้อง ผมยังแซวติดตลกว่าคุณตาเคยอุ้มคุณยายบ้างมั้ย แกล้มตัวลงนอนแล้วตอบผมว่า “บ่อยเลย สมัยหนุ่มๆ…”
ผมได้ดูซีรี่ย์หนังเกาหลีเรื่องหนึ่งที่น้าสาวของผมเอามาฝากน้าของผมอีกคน ชื่อเรื่องว่า “wedding” แน่นอนมันต้องเป็นหนังรัก เรื่องราวว่าด้วยคนสองคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่ได้แต่งงานกันทั้งคู่ต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย แม้ว่าจะยังดูไม่จบแต่ผมก็คิดว่าคงจะออกมาแบบแฮปปี้เอ็นดิ่ง ดูแล้วก็โดนอีกจนได้
วันสุดท้ายของการเดินทางผมได้ข่าวร้ายอีกข่าวหนึ่ง พ่อของผมที่ไม่ได้เดินทางมาด้วย แกประสบอุบัติเหตุรถชนตั้งแต่วันแรกที่เราออกเิดินทางไปเที่ยว ทั้งที่คุยกันแทบจะตลอดทุกวันแต่แกกลับไม่บอกเรื่องนี้ให้ใครได้รู้ เพราะกลัวว่าพวกเราจะเป็นห่วงและล้มเลิกแผนการเที่ยวครั้งนี้
ความรักคืออะไร? มันคือความใส่ใจแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย? มันคือความห่วงใยที่คนสองคนมีให้แก่กัน? หรือมันคือความเข้าใจ? หรือมันคือการได้เห็นคนอื่นมีความสุข? แต่ไม่ว่าความรักจะเป็นอย่างไร ที่แน่ๆมันมีอยู่จริงและอยู่รอบตัวเราอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่บางครั้งเราก็ลืมมันไปบ้างเท่านั้นเอง
Filed under: Uncategorized
“Once upon a time I wanted to know what love was.
Love is there if you want it to be.
you just have to see that it’s wrapped in beauty and hidden away between the seconds of your life.
If you don’t stop for a minute, you might miss it.”
from Cashback-2006
คืนก่อนหยิบหนังเก่าที่เก็บไว้ในตู้ออกมาดูแก้อาการนอนไม่หลับ แม้ว่าจะดูมาแล้วหลายรอบแต่ cash back ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเสมอสำหรับค่ำคืนที่ยาวนานอย่างคืนนี้ เ็ฮ้อ…ดูแล้วก็นะ อยากให้ตอนจบมันเหมือนในหนังจริงๆ
Filed under: Uncategorized
บ่ายแก่กลางเดือนเมษายน ปีนี้อากาศแปรปรวนผิดปกติบางวันก็ร้อนจัดเสียจนหมาเพ้อนอนละเมอกลางวันน้ำลายไหลย้อยใต้ต้นมะเขือก็มี บางวันก็ฝนตก ตกหนักราวกับว่าฟ้าจะถล่มลงมาอย่างนั้น หญิงชราเนื้อตัวมอมแมมเดินลัดเลาะออกมาจากไร่ข้าวโพด เธอเดินไปสตาร์ทรถมอเตอร์ไซด์เก่าๆคู่ใจเหมือนเธอมีเป้าหมายที่ต้องไปทำธุระต่อที่ไหนซักแห่ง
ไกลออกไปในตลาดที่จอแจผู้คนมากมายต่างพากันมาเลือกซื้อของตามร้านรวงที่เรียงรายสองข้างถนนคอนกรีตแคบที่รถยนต์สองคันพอจะสวนกันได้อย่างเฉียดฉิว หลังคาสังกะสีของร้านค้าต่างยื่นลงมาเกือบจะชนกันที่ตรงกลางถนน วันไหนที่ฝนตกผู้คนก็สามาถเดินเที่ยวซื้อของได้โดยไม่เปียกถ้าไม่เผลออุตตลิไปเดินตรงกลางถนนให้ฝนไหลย้อยลงมาตามร่องเล็กๆตรงรอยต่อสังกะสีให้เปียกเล่นๆ หญิงชราจอดรถมอเตอร์ไซด์คันเก่าของเธอที่หน้าร้านขายยาปราบศัตรูพืชท้ายตลาดนั้น
“ยาอะไรดีคะป้า…………” หญิงสาวพนักงานขายทักทาย
“ที่ไร่ข้าวโพดป้าหนอนเจาะฝักมันแยะที่เดียวอีหนู็ อยากได้ยาไปฉีดสักหน่อย………” หญิงชราอธิบาย
หญิงสาวเดินเข้าไปข้างในเพื่อหยิบสินค้ามาเสนอขาย “ตัวนี้เลยป้า คลอไพรีฟอสบวกไซเปอร์เมทริน เก่งหนอน หนอนเจาะฝักถั่ว หนอนเจ้าข้าวโพด สารพัดหนอนได้หมดแหละจ๊ะ”
“ขวดนึงมันใช้ได้กี่มากน้อยกันหล่ะ….” หญิงชราถาม
“อัตราใช้ 30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตรค่ะ ลิตรหนึ่งก็ได้น้ำสามถังสองร้อยลิตรน่ะค่ะ” หญิงสาวตอบ
หญิงชราหยิบขวดขึ้นมาดู “ลิตรนึงนี่มันแพงมั้ยหล่ะอีหนู….”
“ตัวยานี้มีหลายยี่ห้อจ๊ะป้า ถ้าเอายี่ห้อนี้ลิตรนึงก็ 350 บาท ถ้าเอาอีกยี่ห้อนึงก็ 400 บาทจ๊ะ” เธอสาธยาย
“เออ…เอ็งเอามาให้ข้าซักขวดแล้วกัน…ตายแน่ๆนะนังหนู” หญิงชราล้วงไปในชุดชั้นใน หยิบเอาถุงพลาสติกที่รัดหนังยางอย่างดีออกมา เธอเเกะมันออกแล้วหยิบแบงค์ห้าร้อยยับยู่ยี่ส่งให้หญิงสาวใบหนึ่ง
หญิงสาวรับเงินมาแล้วจัดแจงเอาขวดยาใส่ถุงให้หญิงชรา แล้วนำเงินทอนมาให้ “ขอบคุณมากนะคะป้า…..”
หญิงชรารับเงินและของมาแล้วเดินจากไป…………………………..
ระหว่างนั้น หนุ่มสาวคู่นึงเดินเข้ามาในร้านพวกเขาดูไม่เหมือนเกษตรกรซักเท่าไหร่ จะว่าไปเหมือนกับหนุ่มสาวโรงงานเสียมากกว่า สองคนดูท่าทางลุกลี้ลุกลนจนน่าสงสัย
“พี่ๆมีแลนเนทมั้ย…….” หญิงสาวถามคนขาย
“มีค่ะเอาขนาดไหนดีคะ……กระปุกเล็กขีดนึง 50 บาท กระปุกใหญ่ 1 กิโล 450 คะ……” สาวพนักงานขายตอบ
หนุ่มสาวมองหน้ากัน ชายหนุ่มเป็นฝ่ายพูดขึ้น “เอากระปุกเล็กกระปุกนึงครับ…….” เขาล้วงไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบแบงค์ร้อยออกมาใบนึงส่งให้พนักงานขายสาวสวย
พนักงานรับเงินมาแล้วเดินกลับเข้าไปในร้าน เธอส่งมันให้ชายแก่เจ้าของร้านที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ชายแก่ถามที่มาที่ไปของเงินก่อนจะลุกออกจากโตีะเิดินออกมาที่หน้าร้าน
“แลนเนทหมด ลื้อเอาเซฟวิ่นไปแทนแล้วกันนะ ฆ่าแมลงตายดีเหมือนกันอั๊วรับประกัง…นี่ซองเล็กราคาเท่ากัน” ชายชรายื่นซองยาฆ่าแมลงให้ทั้งคู่ดู
หนุ่มสาวมองหน้ากัน “ก็ได้คะ….” หญิงสาวพูด
เมื่อทั้งคู่เดินจากไปหญิงสาวพนักงานขายจึงได้ถามข้อสงสัยกับเจ้าของร้าน “เฮียคะ ทำไมไม่ขายแลนเทนไปหล่ะค่ะของเราก็มี ทำไมต้องให้เซฟวิ่นไปแทนด้วยหล่ะเฮีย….”
“อีหลู ลื้อยังเหล็ก อั๊วจะบอกให้นา….ลื้อเห็นสองคงนั้นม๊าย…ลูก็รู้เลี้ยว่าม่ายช่ายคงทำนาทำไล่ อีจะซื้อแลนเนทไปฆ่าตัวตายสิไม่ว่า….” ชายชราพูด
หญิงสาวพยักหน้า “อ่อ…อย่างนี้ทำไมเฮียถึงให้เซฟวิ่นไปทนหล่ะคะ…”
“อ่าว…ก็อั๊วรู้น่ะซีว่าเซฟวิ่นคงกินเลี้ยวมันไม่ตายไงเล่าอีหลู…………..” ชรามีท่าทางภูมิใจ แกคงดีใจที่ได้ช่วยชีวิตสัตว์โลกอีกสองชีวิต
ระหว่างที่ชายชรากับพญิงสาวคุยกันอยู่นั้นเอง หญิงชราที่พึ่งซื้อยาจากร้านแห่งนี้ไปขวดหนึ่งกลับมาพร้อมยาขวดเดิมในมือ
“อีหนูป้าขอเปลี่ยนยาดีกว่าหว่ะ……” หญิงชราพูด
“ทำไมหล่ะคะป้า……” หญิงสาวพนักงานขายสงสัย
หญิงชราชูขวดขึ้นมาในอากาศ “ขวดนี้ไม่เห็นมันมีรูปหนอนข้าวโพดเลย ป้าอยากได้ขวดที่มันมีรูปหนอนหน่ะมีมั้ยอีหนู………….”
“มีๆๆรอเลี๋ยว รอเหลี๋ยว…………” ชายชราเจ้าของร้านพูด แล้วหันไปพยักน้าให้หญิงสาวพนักงานขายทีหนึ่ง หญิงสาวยิ้มรับแล้วเดินถือขวดยาไปที่หลังร้าน……………….
Filed under: Uncategorized
“ป้าครับเอาผัดไทยวุ้นเส้นกับหอยทอดอย่างละห่อครับ………….” ผมสั่งรายการอาหารที่อยากกินกับแม่ค้าหอยทอดผัดไทยในตลาดโต้รุ่งใกล้ๆบ้าน
ป้าเจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นมาสบตา แกพยักหน้าให้ผมทีหนึ่งนัยว่าทราบแล้วเปลี่ยน
ผมคะเนดูแล้วผมคงต้องยืนรออยู่ครู่ใหญ่กว่าจะได้ของที่สั่งเอาไว้ เพราะต้องขอบอกว่าร้านแกขายดิบขายดีจริงๆ ถ้าจะถามผมว่ารสชาติเป็นยังไงในความคิดผมก็ยังงั้นยังงั้นหล่ะครับ อร่ิอยอยู่เหมือนกันแต่ไม่ได้อร่อยขนาดที่ว่าอร่อยที่สุดในโลกน่ะผมคิดอย่างนั้น แต่ที่แกขายดีผมว่าคงเป็นเพราะในตลาดโต้รุ่งแห่งนี้มีร้านที่ขายหอยทอดผัดไทอยู่แค่สามร้านในจำนวนร้านค้าทั้งหมดกว่าสามสิบร้าน และถ้าจะถามคนแถวนั้นว่าในสามร้านนี้ร้านไหนรสชาติเด็ดสุดคำตอบก็คงไม่พ้นร้านป้าแกนี่แหละ นั่นคงเป็นเหตุผลที่แกถึงได้ขายดิบขายดีทั้งใส่ห่อ ทั้งกินที่ร้าน
ระหว่างที่ยืนรออยู่นั้นผมก็เกิดคำถามขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า ทำไมผัดไทถึงต้องขายคู่หอยทอด
ผมพยายามหาคำตอบจากร้านของป้าแก ผมสังเกตุเห็นว่าป้าแกใช้กระทะใบแบนๆใหญ่ๆใบเดียวทั้งทำผัดไทและหอยทอด นอกจากกระทะแล้วยังมีอีกหลายอย่างด้วยกันที่ดูเหมือนจะใช้ด้วยกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ถั่วงอก ไข่ไก่ น้ำมัน(อันนี้แล้วแต่ร้านบ้างร้านทำผัดไทใช้น้ำมนหมูก้อมี) และอีกอย่างที่สำคัญคือทั้งผัดไทและหอยทอดเป็นอาหารที่มีวิธีการปรุงคล้ายๆกัน คือ ผัดและทอกบนกระทะที่ใช้น้ำมัน
มันทำให้ผมนึกถึงคำขึ้นมาคำหนึ่งสมัยเรียน “Synergy” มันเป็นการรวมกันของสองสิ่งแล้วผลลัพธ์ออกมามากกว่าเดิม 1+1 =3 อะไรทำนองนั้น ลองคิดดูว่าถ้าป้าแกขายผัดไทกับก๋วยเตี๋ยวคงยุ่งดีพิลึก เพราะอย่างน้อยเค้าก็ต้องมีหม้อก๋วยเตี๋ยวเพิ่มมาอีกใบหนึ่ง และที่ต้องเพิ่มมาอีกอย่างก็คือเตาแก๊สอีกหัวเอาไว้ต้มน้ำก๋วยเตี๋ยว แล้วลองคิดดูสิว่าเครื่องปรุงจะเพิ่มขึ้นมาอีกกี่อย่างสารตะแล้วต้นทุนจะเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าไหร่ลองคิดดู
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ผัดไทและหอดทอดมาขายคู่กันเพราะมันช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานทั้งด้านอุปกรณ์ วัตถุดิบและกระบวนการผลิตก็เป็นได้ ป้าเค้าไม่เห็นต้องเรียนเอ็มบีเอก็คิดเองได้แหละนี่หล่ะมั้งที่เค้าเรียกว่าวิชาบริหารธุรกิจในชีวิตประจำวัน
“ได้แล้วจ๊ะ วุ่นเส้นผัดไทหนึ่งห่อหอยทอดหนึ่งห่อ ห้าสิบบาทจ๊ะ…….” ลูกสาวป้าหน้าตาจิ้มลิ้มลูกมือเอกส่งถุงพลาสติกที่ภายในมีผัดไทวุ้นเส้นกับหอยทอดและมะนาวชิ้นเล็กๆหนึ่งชิ้น ซอสพริกหนึ่งซอง และก็ต้นกุ่ยช่ายกับปลีกล้วยอีกนิดหน่อย
ผมส่งแบงค์ร้อยหนึ่งใบให้น้องสาวคนสวย เธอรับมันแล้วส่งต่อให้แม่ของเธอที่กำลังวุ่นกับการผัดและการทอดไปในเวลาเดียวกัน เธอผละจากกระทะระหว่างที่รอให้ไข่ไก่ที่พึ่งใส่ลงไปขึ้นตัวเป็นแผ่น ป้าแกล้วงเข้าไปในกระเป๋าหน้าบนผ้ากันเปื้อนที่แกสวมอยู่เพื่อหยิบเงินทอนออกมาให้ผม และแล้วผมก็ได้พบอีกสาเหตุหนึ่งที่คิดว่าน่าจะส่งให้ร้านป้าของแกขายดิบขายดี
“เหี้ย….คxx หก………” ป้าแกโวยวายสุดเสียง แกเผลอหยิบเอาปลัดคิกดุ้นขนาดนิ้วชี้ติดมือขึ้นมาด้วย มันหลุดออกจามือของแกหล่นไปในกระทะใบโต ผมดูสีหน้าป้าแกแล้วคงตกใจสุดขีดไม่ต่างจากลูกสาวของแกและลูกค้าที่ยืนรออยู่ที่หน้ากระทะใบนั้น เพียงเสี้ยววินาทีสติแกก็กลับมา แกรีบคว้ามันขึ้นมาแล้วเช็ดด้วยผ้าก่อนจะเก็บมันเข้าที่เดิม
หอยทอดกระทะนั้นรสชาติจะเป็นอย่างไรก็เกินที่ผมจะคาดเดา แต่ที่แน่ๆมันเรียกรอยยิ้มแก่คนที่อยู่บริเวณนั้นได้โขทีเดียว
Filed under: Uncategorized
โอ้มายก๊อด ต้องร้องอย่างนั้น วันนี้ตื่นมาด้วยความสดชื่นอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากผ่านเรื่องราวต่างๆมากมายต้องยอมรับจริงๆว่ามันหนักเกินกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ พึ่งได้รู้ว่าความเศร้ามันสามารถทำร้ายตัวเราได้ถึงขนาดนี้ แต่แล้วเมื่อคืนนี้หลังจากทบทวนอะไรหลายๆอย่างอยู่ดีๆมันก็คิดออกขึ้นมาได้ บางทีความรักมันก็ไม่ใช่การถูกรัก มันไม่ใช่การเรียกร้อง แต่มันคือความสุขที่ได้ให้ ความสุขที่ได้รักต่างหากหล่ะคือรักที่แท้จริง แทนที่เราจะมัวมานั่งนึกถึงแต่สิ่งที่เลวร้ายให้มันปวดใจ เราน่าจะคิดถึงสิ่งที่ดีๆที่เคยมีไม่ดีกว่าหรือ การที่เราทุกข์ใจเพราะเขาไม่สามารถให้ในสิ่งที่เราเรียกร้องได้มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาซักนิด จริงอยู่การถูกรัก การที่มีคนแคร์มันย่อมมีความสุข แต่การให้ความรัก ให้ความรู้สึกดีๆกับคนที่เราแคร์มันก็มีความสุขเหมือนกันมิใช่หรือ มันสุขตั้งที่ได้ให้โดยไม่มีรู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไงด้วยซ้ำ
เหมือนความรู้สึกตอนที่กำลังเขียนเรื่องยาวเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับใครคนหนึ่ง มันมีความสุขอย่างประหลาดตอนที่กำลังเขียนและมันยิ่งสุขเมื่อเขียนเสร็จทั้งที่เรื่องที่เขียนก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ “เรา” หรือ “เขา” เลยด้วยซ้ำ ทั้งที่ยังไม่ได้เอาไปให้เขาคนนั้นอย่างที่ตั้งใจมันก็สุขเสียแล้ว
อย่างนี้ต้องเรียกว่ากินได้เพราะ “สุข(ก) แล้ว” รึป่าว
Filed under: Uncategorized
ในที่สุดโปรเจ็คเรื่องยาวก็คลอดออกมาจนได้ หลังจากเคยคิดและเริ่มเขียนบ้างบางเรื่อง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สำเร็จ
สำหรับเรื่องยาวเรื่องนี้มีความยาวประมาณ 5 หน้ากระดาษ A4 ถ้าพิมพ์ด้วย font Tamoha ขนาด 10 และเว้นระยะขอบของหน้ากระดาษด้านละ 10 มิลลิเมตร
ชื่อของเรื่องอย่างไม่เป็นทางการคือ “20 Steps Princess” ส่วนชื่อไทยยังนึกไม่ออก
ใจจริงแล้วคิดว่าจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับใครคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครคนนั้นเขายังจะอยากได้ของขวัญจากเราอยู่รึป่าว
แต่ก็เอาเหอะถึงยังไงก็คงต้องส่งให้เธอได้อ่านก่อนเป็นคนแรก ก็ในเมื่อแต่งให้แล้วนี่
เอาไว้หลังจากนั้นจะเอามาลงในบล็อกนี้ก็แล้วกัน วันนี้เอาลงย่อๆพอเป็นน้ำจิ้มซักนิดนึง
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นไม่ต่างจากนวนิยายคลาสสิคยุคเก่า ที่ปราสาทสวยงามหลังโตกลางป่าลึก มันใหญ่โตเกินกว่าที่จะมีใครซักคนอาศัยอยู่เพียงลำพังแต่ทั้งปราสาทก็มีเพียงเจ้าหญิงแสนสวยอยู่องค์หนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าทำไมปราสาทแห่งนี้ถึงได้มาตั้งอยู่ในที่ห่างไกลจากผู้คนเช่นนี้ มันยังคงเป็นปริศนาเช่นเดียวกับข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดเจ้าหญิงผู้เลอโฉมถึงได้อาศัยอยู่ที่นี่ ปราสาทแห่งนี้มีชือว่าปราสาทหงส์ขาวเพราะบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยทะเลสาบที่มีหงส์ขาวอาศัยอยู่จำนวนมาก ไม่มีใครรูว่าชื่ออันแท้จริงของเจ้าหญิงผู้เลอโฉม คนทั่วไปที่ได้พบเห็นเธอต่างพากันเรียกขานตามความงามของเธอว่า “อีสวย” “
ปล.ขอขอบคุณเรื่องยาวเรื่องนี้ที่ช่วยทำให้วันเวลาของฉันมีค่ามากกว่าการนั่งจมอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านคนเดียว…………
Filed under: Uncategorized

“นอนไม่หลับ……….!?”
“เป็นไรมึง?………”
“ไม่รู้ดิ…….”
“ลองนับแกะดิ………”
“ช่วยได้หรอวะ……….”
“ไม่รู้ดิ………”
“อ่าว…….”
“ทีมึงยังไม่รู้เลยทำไมนอนไม่หลับ………”
“เออ….หว่ะ……”
“นอนเหอะ………”
“อืม…….”
Filed under: Uncategorized
วิเชียรบัณฑิตหนุ่มจบหมาดๆกำลังเเต่งตัวเพื่อจะออกไปทำงานอย่างเช่นทุกวัน เค้าเริ่มงานกับบริษัทผู้ผลิตพลาสติกแห่งหนึ่งได้เกือบสามเดือนแล้ว งานของเค้าคือการขาย ขาย และขาย แม้ว่าบริษัทของเขาจะอยู่ไกลถึงสมุทรปราการและบ้านของเขาจะอยู่ไกลถึงทุ่งรัสิต การเดินทางก็ดูจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำให้เขาวุ่นวายใจเสียเท่าไร่ เพราะเค้ามีรถประจำตำแหน่งอยู่คันหนึ่ง มันเป็นรถเก๋งเก่าๆหนึ่งคันที่วิ่งมาแล้วกว่าแสนกิโลเมตรแต่ถึงอย่างนั้นสำหรับวิเชียรมันก็ดีกว่าการต้องนั่นรถเมย์ไปทำงานเป็นไหนๆ
เช้านี้เขาตื่นสายทำให้ต้องรีบแต่งตัวเพื่อจะไปเข้าประชุมสรุปการขายรายเดือนให้ทัน เขาเดินลงบันไดอย่างรีบร้อนจนเกือบจะสะดุดขาตัวเลงล้มหลายครั้ง
“ไม่กินข้าวเช้าก่อนหรอลูก…แม่ทำข้าวต้มไว้ให้หน่ะ” แม่ของเขายื่นหน้าออกมาถามจากในครัว
“ไม่ทันแล้วครับ….ไปก่อนนะครับแม่” เขาตอบกลับไปในระหว่างที่นั่งลงที่เชิงบันไดเพื่อใส่ถุงเท้าและรองเท้า
แม้ว่าระยะทางจะไกลแต่ด้วยความสามารถในการขับรถของเขา เขาทำเวลาบนถนนท้องถนนได้ดีทีเดียว อีกเพียงไม่ถึงกิโลเมตรก็จะถึงบริษัท เขาเหลือบไปมองหน้าปัดนาฬิกาบอกเวลา 8.45 เขายิ้มด้วยความสบายใจเพราะอย่างน้อยคงเหลือเวลาซักห้านาทีก่อนเข้าประชุมตอนเก้าโมงเอาไว้ได้หาอะไรใส่ท้องกันหิวได้บ้าง เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น เป็นแม่เขาเองที่โทรมา
“เชน…ลูกลืมแฟ้มเอกสารไว้รึป่าว……แม้เจอมันอยู่ที่ตรงบันไดเนี่ยลูก”
“หา…………” เขาร้องเสียงหลง “ที่หน้าแฟ้มเขียนว่าอะไรครับแม่……รายงานการขายเดือนกุมภาพันธ์รึป่าวครับ……”
“เอ…..ขอแม่ดูเดี๋ยวนะ………….ใช่ลูกๆ รายการขายอะไรนี่แหละ…..ต้องรีบใช้รึป่าวลูก”
“เฮ้อ..จริงๆก็รีบใช้ครับแม่ แต่ตอนนี้ผมจะถึงที่ทำงานอยู่แล้วจะกลับไปเอาคงไม่ทัน แม่ช่วยเก็บไว้ให้ด้วยแล้วกันนะครับ”
ช่วงอึดใจเขาก็มาถึงบริษัท เขารีบร้อนเพื่อเข้าไปในห้องประชุมแม้จะรู้ว่ายังไม่ถึงเวลาประชุมก็ตาม
“สวัสดีครับคุณยามาดะ…..” เขายกมือไหว้เจ้านายของเขาที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ
“อ้าว เชนซัง นั่งก่อนสิ……” สำเนียงญี่ปุ่นของคุณยามาดะดูแปร่งๆแม้ว่าเขาจะสามารถพูดไทยได้คล่องแคล่วแล้วก็ตาม
“คุณยามาดะครับคือว่าผม………..” วิเชียรออกอาการประหม่า “ผมลืมเอารายงานการประชุมวันนี้มา พอจะมีทางไหนที่จะแก้ไขได้มั้ยครับ………”
“X?<!!!xxx>?……….” ยามาดะบ่นพึมพำเป็นภาษาญี่ปุ่น “ไม่เป็นไรนะเชนซัง…….อ้อผมมีเรื่องจะคุยกับคุณอยู่พอดีเอาไว้หลังการประชุมไปพบผมที่ห้องด้วยนะ”
เวลาใกล้เที่ยงวิเชียรเดินคอตกออกมาจากออฟฟิศ เขาพึ่งได้รับรู้ว่ารายงานการขายประจำเดือนที่เขาอุตส่าห์หามรุ่งหามค่ำนั่งทำมันทั้งคืนนั้นไม่ได้จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
หญิงสาวนางหนึ่งเดินตามหลังวิเชียรออกมาอย่างกระชั้นชิดก่อนจะมาหยุดที่ตรงหน้าของเขา “น้องคะ ช่วยเซ็นเอกสารตรงนี้ให้พี่ด้วย เมื่อกี๊พี่ลืมไป………” เธอส่งกระดาษเเผ่นนึงให้พร้อมปากกา
“น้องเชน..อย่าเสียใจไปเลยนะ บริษัทเนี่ยเจ้านายญี่ปุ่นเขี้ยวมาก เด็กใหม่ผ่านโปรปีๆนึงไม่กี่คนเอง พี่เสียดายน้องมากเลยนะ ถ้ามีอะไรที่พี่พอจะช่วยได้ก็บอกนะจ๊ะ………..”
วิเชียรทำท่าทางจะพูออะไรบางอย่างแต่หญิงสาวก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า “เอ้อ……พี่เกือบลืมอีกอย่าง ขอกุญแจรถคืนด้วยจ๊ะ น้องจอดไว้ที่จอดบริษัทชั้นสามใช่มั้ย”
เขายื่นกุญแจรถที่ล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งให้เธอ “มะรืนนี้น้องเข้ามารับเช็คเงินเดือนได้เลยนะจ๊ะ พี่จะเตรียมไว้ให้..ไปละนะโชคดีจ๊ะ” สิ้นเสียงเธอก็เดินจากไปอย่างไรเยื่อไย
วิเชียรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เขาอยากจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ให้ใครคนหนึ่งได้ฟัง
“ฮัลโหล ฟ้าหรอ………” เขาพูด
“เชนหรอ คือตอนนี้เรายุ่มมากเลย เดี๋ยวต้องเข้าประชุมแล้ว เอาไว้เย็นนี้เดี๋ยวโทรหาแล้วกันนะ”
“เอ่อ….”
“มีอะไรรึป่าว……..เชน”
“ไม่มีอะไร เอาไว้เย็นนี้ค่อยคุยกันก็แล้วกัน”
“โอเคนะ บาย”
วิเชียรเดินฝ่าเปลวเเดดที่ร้อนระอุของเดือนมีนา เขาทรุดการลงที่ป้ายรถประจำทาง “เชนซังเป็นคนดีมาก แต่ผมว่างานที่นี่ไม่เหมาะกับเชนซัง ผมเสียใจด้วยนะ” เสียงเจ้านายของเขาก้องอยู่ในหัว
“สัดเอ้ย..ไอ้ยุ่น” เขาหลุดด่าออกมาด้วยความโมโห
แม่ว่ารถเมย์จะผ่านไปแล้วหลายคัน แต่เขายังคงนั่นอยู่ที่เดิม จริงๆแล้วเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหนดี
ชายวันรุ่นสองคนเดินกร่างมาแต่ไกล เมื่อเห็นชุดเสื้อชอปที่ใส่อยู่ไม่บอกก็รู้ว่าทั้งคู่เรียนอาชีวะที่ไหนซักแห่ง เมื่อเข้ามาใกล้ชายคนหนึ่งหยุดมองมาที่วิเชียร “มองหน้ามีปัญอะไรวะไอ้หน้าจืด…..”
“ป่าวครับ….” วิเชียรหลบสายตา
“มึงมีบุหรี่ให้กูซักตัวมะ…” ชายอีกคนพูด
“ไม่มีครับ ผมไม่สูบจะมีได้ยังไง…….” เขาตอบ
“เอ๊ะไอ้นี่ตอบวอนตืนแล้วมั้ยหล่ะ…เอาแม่งซะดีมั้ย” ชายอีกคนดึงแขนเพื่อนเอาไว้ “น้องพอจะมีให้พี่ซักร้อยสองร้อยมั้ย รถมอไซด์พี่เสียไม่มีตังค่ารถเมย์หว่ะ”
“งานเข้าแล้วกู” วิเชียรคิดในใจ เขาล้วงไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา เขาคิดว่าวันนี้แย่มากพอเเล้ว และคงจะแย่กว่านี้แน่ถ้าขืนยังอยู่ตรงนี้ต่อไปกับอันธพาลสองคนนี้
ยังไม่ทันที่เขาจะเปิดกระเป๋าสตางค์ ชายคนหนึ่งคว้ามันจากมือของเขาแล้วทั้งคู่ก็ออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
“อ้าวเหี้ยเอ้ย……………..” เขาตะโกนด่าไล่หลังนักเลงหัวไม้ทั้งสองที่ตอนนี้พ่วงตำแหน่งนักวิ่งราวสี่คูณร้อยอีกตำแหน่ง
เขานั่งลงเพื่อรวมสติอีกครั้ง ในกระเป๋ากางเกงของเขามีเพียงเศษเหรียญเงินทอนค่าทางด่วนอยู่ไม่กี่บาท “โบกแท็กซี่เอาแล้วกันวะแล้วค่อยไปขอตังแม่จ่าย” เขาคิด
วิเชียรลุกขึ้นเพื่อจะโบกรถแท็กซี่ซักคนหนึ่ง
“ช้าก่อนพ่อหนุ่ม…นี่กระเป๋าตังค์ของเอ็งรึป่าว” ชายชราวณิพกตาบอดในเสื้อเก่าขาดมอมแมมยื่นกระเป๋าสตางค์ใบหนึ่งส่งให้เขา
เพียงแค่มองอย่างผิวเผินเขาก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่กระเป๋าสตางค์ของเขาเป็นแน่ แต่เขาก็รับมันไว้แต่โดยดี เมื่อเปิดออกดูวิเชียรพบแบงค์พันหลายใบอัดแน่อยู่ในกระเป๋าใบนั้น
“ยามาดะ ฮิโตชิ” ชื่อนั้นปรากฎอยู่บนนามบัตรที่เสือบเอาไว้ตรงช่องใส่รูป
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า……..”.เขาหัวเราะสุดเสียง ดูเหมือนโชคชะตายังไม่ใจร้ายกับเขาเกินไปนัก
“สมน้ำหน้ามึงไอ้ยุ่นกูจะเอาบัตรเครดิตมึงไปรูดซะให้หายแค้น” เขาคิดในใจ
“ขอบคุณมากนะครับลุง….ถ้าไม่ได้ลุงผมคงแย่” วิเชียรเอ่ยปากขอบคุณชายชรา
“ไม่ต้องขอบคงขอบคุณอะไรหรอก ขอบคุณข้างบนนั้นนู้น” ชายชราเอามือชี้ขึ้นฟ้า “เอาเป็นว่าเอ็งช่วยสมทบทุนกองทุนโรงเรียนดนตรีคนตาบอดซักหน่อยทีวะ” เขายื่นแก้วพลาสติกอย่างไม่ถนัดนักส่งให้วิเชียร
วิเชียรล้วงไปในกระเป๋ากางเกงอย่างไม่ลังเล เขาล้วงเอาเศษเหรียญทั้งหมดที่มีใส่ลงไปในแก้วใบนั้น
“โชคดีนะพ่อหนุ่ม………….” ชายชราอวยพรแล้วเดินจากไป
วิเชียรเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “ผมนึกว่าจะมีเเต่เรื่องซวยๆซะอีกวันนี้” เขาพูดเหมือนกับว่ามีใครบางคนอยู่บนนั้นรอฟังเขาอยู่
ที่ฝั่งตรงข้ามของถนนวัยรุ่นสองคนวิ่งหนีคู่อริที่ตามไล่ฟันด้วยมีดสปาต้าด้ามโต ชายคนหนึ่งตัดสินใจวิ่งข้ามถนนมาอีกฟาก รถพ่วงสิบแปดล้อแล่นมาด้วยความเร็ว คนขับรถกระทืบเบรคอย่างแรงพร้อมทั้งหักหลบคนที่กำลังวิ่งตัดหน้ารถได้อย่างฉิวเฉียด ชายวัยรุ่นที่วิ่งหนีมาอย่างไม่คิดชีวิตชนเข้ากับวิเชียรอย่างจังจนกระเป๋าสตางค์ในมือของวิเชียรหลุดลอยไปตกที่ข้างถนน เขาตะเกียดตะกายคลานไปเพื่อเอื้อมไปคว้ามันเอาไว้
ด้วยแรงเบรกของรถบรรทุกทำให้หัวของรถไปชนเข้ากับเกาะกลางถนนแต่ทว่าอนิจจา พ่วงท้ายของรถถูกเหวียงด้วยแรงกระแทกไปอีกทางแล้วพลิกคว่ำ
เสียงอื้ออึงของไทยมุงที่ทยอยเข้ามามุงดูเหตุการณ์ เสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้น “มีคนถูกทับอยู่ใต้ท้องรถ……………”
ร่างไร้วิญญาณของวิเชียรนอนจมกองเลือด มือข้างหนึ่งยังกำกระเป๋าสตางค์ไว้แน่น…………..
ชายวัยรุ่นต้นเรื่องอุบัติเหตุนรกยังคงวิ่งหนีต่อไป เขาสะดุดล้มลงเพราะมัวหันไปมองเหตุการณที่เกิดขึ้น กระเป๋าสตางค์ใบหนึ่งร่วงหล่นจากกระเป๋าเสื้อชอปของเขาตกลงที่ตรงหน้าชายชราวณิพก เขารีบลุกขึ้นแล้วออกวิ่งต่อไป
ชายชราก้มลงเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าใบนั้นใส่ลงในย่ามโกโรโกโสของเขา
“เชน ยังไม่ตาย เขาอยู่ใต้รถบรรทุก………………………..” ชายชราวณิพกเริ่มร้องเพลงในขณะที่เดินจากไป
จบ