“ไอ้ห่าจ้อยมึงรอกูด้วยสิวะ จะรีบเดินไปตามควายที่ไหน” เด็กชายตัวเล็กร้องขึ้น เสื้อยืดหลวมโครเครงเกินขนาดตัวสีแดงเก่าๆ เก่าขนาดที่ว่าคอเสื้อนั้นย่นยู่ไม่อยู่กับร่องกับรอย สีแดงซีดๆสลับกับสีเนื้อเห็นได้ชัดจากรอยขาดวิ้นเป็นรูของเสื้อ กางเกงนักเรียนขาสั้นสีกาีกีแม้ว่าสภาพยังดูใหม่แต่ก็ยังใหญ่เกินไปสำหรับ เขาอยู่ดี
เด็กชายอีกคนที่เดินนำหน้ามาไกลซักสามก้าว(ของผู้ใหญ่) หยุดหันมามองอย่างเสียมิได้ “หัดเดินให้มันไวๆหน่อยสิวะ ไอ้เชี่ยเขียวมึงหน่ะถือแค่ปิ่นโต แต่กูนี่ทั้งปิ่นโตทั้งถังนะโว้ย ดูโน่นหลวงพ่อเดินไปถึงไหนแล้ว เร็วเข้าไอ้สัด” พูดจบเขาก็วางถังสีเหลืองที่ถืออยู่ที่มือซ้ายลงกับพื้น ภายในมีของอยู่เต็ม ล้วนแล้วแต่เป็นของที่คนนำมาใส่บาตรให้พระ แต่เป็นของประเภทที่ไม่เหมาะให้พระใส่ไว้ในบาตรอย่างพวก น้ำดื่ม ของแห้ง ผลไม้และอาหารกระป๋อง เขาดูโตกว่าเด็กชายที่เดินตามหลังอยู่สามสี่ปี เสื้อบอลสีฟ้าขาวทีมชาติอาร์เจนตินา มีรอยเลอะคราบแกงสีแดงๆที่กระเซ็นล้นออกมาจากปิ่นโตอยู่ตรงชายเสื้อ กางเกงบอลสีแดงทีมชาติสเปนดูตัดกับสีเสื้อโดยสิ้นเชิงแต่ดูเข้ากับสีของ แกงอย่างยิ่ง
ทุกๆเช้าเด็กทั้งสองจะออกเดินตามหลังหลวงพ่อไปบิณฑบาตรในหมู่บ้าน เมื่อกลับถึงวัดก็ช่วยจัดเจงอาหารคาวหวานประเคนให้หลวงพ่อฉัน ส่วนเหลือจากที่หลวงพ่อฉันไม่หมดก็ตกเป็นหน้าที่ของทั้งคู่ที่จะจัดการสนอง บุญแก่ญาติโยมมิให้ตกหล่นที่อุตส่าห์ตั้งใจใส่บาตรมา วันนี้หลวงพ่อออกบิณฑบาตรสายกว่าทุกวันเพราะเสียเวลาซ่อมไฟที่กุฏิเมื่อตอน เช้ามืด หลวงพ่อจึงเร่งทำเวลากลัวญาติโยมที่คอยใส่บาตรจะรอนาน
บ้านหมูบูดเป็นหมู่บ้านเล็กๆไกลปืนเที่ยงวัดบ้านหมูบูดจึงมีพระจำพรรษา อยู่ เพียงรูปเดียว ว่ากันว่าที่ได้ชื่อว่าบ้านหมูบูดเพราะหมู่บ้านนี้นั้นแห้งแล้งกันดานและออก จะสันโดษไกลจากความเจริญ จะเดินทางไปในเมืองครั้งหนึ่งก็ใช้ระยะเวลานาน นานขนาดที่ว่าถ้าเฉือดหมูกันสดๆที่หมู่บ้านกว่าจะถึงในเมืองเนื้อหมูก็บูดพอ ดี
จ้อยและเขียวเป็นเด็กวัด จ้อยอายุสิบเอ็ดได้เดือนเศษนี้เองส่วนเขียวอ่อนกว่าอยู่สองสามปี(อันนี้ไม่ มีใครรู้แน่ชัดเพราะเขียวถูกเอามาทิ้งที่วัดตอนที่เริ่มเดินไ่ด้แล้ว หลวงพ่อเลยเดาอายุของมันไม่ถูกต่างจะไอ้จ้อยที่มาอยู่ที่วัดตั้งแต่ตัวยัง แดงๆหลวงพ่อเลยให้วันที่เจอไอ้จ้อยเป็นวันเกิดของมันไป) แม้ว่าอายุจะห่างกันแต่คุณคงจะไม่มีวันได้ยินไอ้เขียวเรียกไอ้จ้อยว่าพี่ หรือไอ้จ้อยเรียกหาน้องเขียวเป็นแน่ อย่างดีที่สุดก็เรียกเพียงเติมไอ้นำหน้าชื่อเท่านั้นซึ่งก็น้อยครั้งจนแทบ นับไม่ได้ ส่วนใหญ่มักจะเป็น “ไอ้” แล้วตามด้วยชื่อกลางที่มีอยู่ด้วยกันหลายชื่อเหลือเกิน เช่น “เหี้ย” “สัด” “ห่า” และอีกสารพัดสัตว์ มีอยู่เรื่องที่ไอ้จ้อยมักใช่เหตุผลเรื่องของอายุมาใช้ประโยชน์คือเรื่อง เสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคมามันจะใช้ความโตกว่าถือโอกาสเลือกเฟ้นเสียก่อนจน หนำใจแล้วที่เหลือจึงจะตกมาที่ไอ้เขียว สำหรับไอ้จ้อยแล้วมันถือคติที่ว่า “เสื้อผ้าใดใส่สบายเท่าเสื้อบอล กางเกงบอลไม่มีื”
ตกสายซักเก้าโมงเห็นจะได้จ้อยและเขียวล้างจานเสร็จก็มานอนดูทีวีที่กุฏิ หลวงพ่อ “ไอ้จ้อยเอ็งไปชงน้ำชามาให้ข้าซักกาไป” หลวงพ่อพูดพลางขยับตัวลุกไปหยิบจีวรที่ตากไว้ที่ขอบหน้าต่างมาสบัดทีหนึ่ง ก่อนพับเก็บเข้าตู้
“โถ่…หลวงพ่อเดี๋ยวก็โฆษณาแล้ว ขอฉันดูอีกซักตอนเถอะ” ไอ้จ้อยบ่น มันและไอ้เขียวชอบดูโทรทัศน์เป็นที่สุดโดยเฉพาะรายการการ์ตูนช่วงเช้าสุด สัปดาห์อย่างวันนี้
“เอ๊ะ ไอ้นี่ให้พระรอนานหน่ะมันบาปนะโว้ย” หลวงพ่อดุ แกเป็นคน(พระ)ติดชาเอามากๆขอให้ได้ดื่มไม่ว่าจะชาร้อน ชาเย็น ชาเขียว ชาดำ ชาจีน ชาฝรั่ง แกได้หมดทั้งนั้นขอเพียงให้เป็นชาเป็นใช้ได้ แต่ณ บ้านหมูบูดก็จะมีแต่เพียงชาจีนราคาถูกๆอย่างตราสามอูฐนี่ท่านั้นแหละที่มีคน เอามาถวาย หลวงพ่อเคยหยอกเล่นกับไอ้เขียวว่าชายี่ห้อนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดานะถึงจะได้ กิน คนในเมืองเขาไม่กินกันหรอกเพราะเป็นชาชั้นสูงเอาไว้ชงไว้เจ้าเท่านั้น
“แหมๆ ฉันก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ ไปชงให้เดี๋ยวนี้หล่ะ” ไอ้จ้อยลุกเดินไปหยิบกาน้ำที่อยู่ใกล้ๆ
“เอ้า ไอ้เขียวเอ็งก็อย่าดูเพลินไปหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านให้ข้าฟังหน่อยไป” หลวงพ่อให้ไปใช้ไอ้เขียวบ้างเพื่อความยุติธรรม
ไอ้เขียวหันมาค้อนที่ถูกขัดจังหวะเวลาดูการ์ตูน แต่ก็ลุกไปหยิบหนังสือพิพม์ที่ชั้นหนังสือโดยไม่บ่นอะไร แม้ว่าจะไม่ได้เรียนหนังสือ(หมายถึงไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วๆไป)แต่ หลวงพ่อก็สอนหนังสือให้ไอ้จ้อยกับไอ้เขียวจนพอจะ้อ่านออกได้บ้าง ไอ้เขียวเดินมานั่งที่ใกล้ๆเตียงของหลวงพ่อแล้วนั่งลงเริ่มเปิดอ่านหนังสือ พิมพ์ให้หลวงพ่อฟัง
“เร่งล่า….คา…คาด..ฆาตกรมหาภัย หึงยิงดะฆ่าอดีตแฟนสาว…ปืนจ่อหัวลั่นไก ลงมือ…เลือ..เลือดเย็น รปภ.ไปขัดขวาง ตายเซ่นอีกศพแฟนใหม่ก็โดน………” ไอ้เขียวอ่านอย่างตะกุกตะกัก (แต่ถ้าจะว่าไปแล้วก็ยังอ่านได้ดีกว่าไอ้จ้่อยอยู่โขทีเดียว)
ไอ้จ้อยรินชาส่งให้หลวงพ่อจอกหนึ่ง “เออ…ไอ้จ้อยเอ็งมาบีบเส้นให้ข้าหน่อยซิ…..ปืนบันไดเมื่อเช้าตอนลงรีบไป หน่อย ยังเจ็บอยู่เลยหว่ะ” หลวงพ่อนอนยืดขายาวบนเตียงเพื่อให้ไอ้จ้อยได้บีบนวดได้ถนัด หลวงพ่อนั้นมีเหตุให้ต้องปวดเมื่อร่างกายอยู่เสมอ จนหลังๆมานี้ไอ้จ้อยเริมจับทางหลวงพ่อได้รู้ว่าจุดไหนควรนวดแรงค่อยอย่างไร เรียกว่าคุ้นเส้นจนไม่ต้องบอกกันแล้ว
“หลวงพ่อครับทำไมคนเราต้องตายด้วยครับ” ไอ้เขียวหยุดอ่านหนังสือพิมพ์หันมาถามหลวงพ่อ
“มันเป็นเรื่องของเวรกรรมไอ้เขียวเอ้ย….คนเราเกิดมาก็เพื่อชดใช้กรรม เก่าเมื่อใช้หมดแล้วก็ตายไป ถ้าทำกรรมใหม่เอาไว้ตอนยังอยู่ก็กลับมาเกิดใหม่เพื่อใช้กรรมต่อไป…” หลวงพ่อตอบ
ไอ้จ้อยหยุดมือระหว่างบรรจงนวดขาซ้ายหลวงพ่ออย่างชำนาญ “เรื่องเวรเรื่องกรรมมันมีจริงด้วยหรอครับหลวงพ่อ” มันถาม
หลวงพ่อลืมตาขึ้นยกตัวขึ้นเอามือเท้าหัว “มีจริงสิวะ ใครทำอย่างไรไว้ก็ได้อย่างนั้น ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วก็ย่อมได้ชั่ว”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมตาเเย้มที่อยู่ท้ายวัด แกไม่เห็นโดนกรรมสนองบางเลย ฉันเห็นแกยิงนกตกปลาออกจะบ่อย แม้แต่หมาบางทีแกก็จับไปแกงกิน แกก็อยู่มาได้จนแก่ปูนนี้ไม่เห็นเจ็บป่วยล้มตายอะไำรเลยหล่ะหลวงพ่อ ถ้าเวรกรรมมีจริงมันก็น่าจะสนองตาแย้มบ้างสิหลวงพ่อ แกอยู่มานานขนาดนี้” ไอ้จ้อยแย้ง
“เออ เอ็งนี่ก็เข้าใจคิด….ไอ้มีแหนะมันมีแน่แต่มันยังไม่ถึงเวลาของมัน อืม…เอ็งเห็นต้นมะม่วงนั่นมั้ย” หลวงพ่อชี้ไปที่นอกหน้าต่าง “เอ็งว่ากว่ามันจะออกลูกเต็มต้นอย่างนี้ ต้นมันอายุซักกี่ปี”
“ฉันว่าน่าจะซักสี่ปีนะหลวงพ่อ” ไอ้เขียวแทรกขึ้น
“ใครบอกมึงกันเล่า ต้นใหญ่ขนาดนี้ไม่ต่ำกว่าสิบปีหรอก” ไอ้จ้อยแย้ง
“แล้วพวกเอ็งว่าต้นมะละกอต้นนั้นหล่ะกี่ปีถึงจะออกลูก” หลวงพ่อชี้ไปที่ต้นมะละกอที่อยู่ข้างๆกัน
“มะละกอหน่ะมันไวนะหลวงพ่อปีหน้าฉันว่ามันก็ออกลูกแล้ว…”ไอ้จ้อยตอบ
“แล้วพวกเอ็งว่าปลูกมะม่วงมันจะออกเป็นมะละกอได้มั้ย”
“มันจะเป็นไปได้ยังไงเล่าหลวงพ่อ” ไอ้เขียวตอบ
“มันก็เป็นอย่างนี้หล่ะว้าไอ้จ้่อย ปลูกไม้ผิดกันก็ให้ผลผิดกัน ปลูกอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้น ออกช้าบ้างเร็วบ้างไม่ออกบ้าง ออกเมื่อไหร่ก็รู้เอง” หลวงพ่อว่า
ตึ้ง ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึ่ง ตึง ตึ้ง ตึง……….เสียงนาฬิกาโบราณบอกเวลาว่าสิบโมงครึ่ง
“อ่าวแป๊บๆจะเพลอีกแล้วหรือวะเนี่ย ไปๆ เอ็งสองคนไปจัดข้าวจัดของไป………….”
ไอ้จ้อยกับไอ้เขียวเดินออกมาจากกุฏิหลวงพ่อ เมื่อพ้นประตูลงบันไดได้ไม่เท่าไหร่ ไอ้เขียวหันมาทำหน้าฉงนใส่ไอ้จ้อยก่อนจะถามขึ้นว่า “เมื่อกี้หลวงพ่อเค้าพูดเรื่องอะไรของเค้าวะ กูหล่ะงงไปหมดเลย”
“ไอ้ควายเอ้ยมึงนี่มันโง่จริงๆ……..หลวงพ่อพูดมาซะขนาดนนี้มึงยังไม่เข้าใจอีกหรอวะ” ไอ้จ้อยขึ้นเสียง
“เออ ไหนมึงอธิบายให้กูฟังหน่อยสิ ไอ้คนฉลาด” ไอ้เขียวทำหน้ายียวน
“ที่หลวงพ่อเค้าพูดมาทั้งหมดเพื่อจะบอกว่ามะม่วงมีลูกเต็มต้นแต่ไม่อยาก ฉัน อยากจะฉันมะละกอแต่มันยังไม่ออกลูกไง เข้าใจยัง……………………” ไอ้จ้อยตอบ
——————————————————-จบ————————————————————