Chain, Still alive!   Leave a comment

วิเชียรบัณฑิตหนุ่มจบหมาดๆกำลังเเต่งตัวเพื่อจะออกไปทำงานอย่างเช่นทุก วัน เค้าเริ่มงานกับบริษัทผู้ผลิตพลาสติกแห่งหนึ่งได้เกือบสามเดือนแล้ว งานของเค้าคือการขาย ขาย และขาย แม้ว่าบริษัทของเขาจะอยู่ไกลถึงสมุทรปราการและบ้านของเขาจะอยู่ไกลถึงทุ่ง รัสิต การเดินทางก็ดูจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำให้เขาวุ่นวายใจเสียเท่าไร่ เพราะเค้ามีรถประจำตำแหน่งอยู่คันหนึ่ง มันเป็นรถเก๋งเก่าๆหนึ่งคันที่วิ่งมาแล้วกว่าแสนกิโลเมตรแต่ถึงอย่างนั้น สำหรับวิเชียรมันก็ดีกว่าการต้องนั่นรถเมย์ไปทำงานเป็นไหนๆ

เช้านี้เขาตื่นสายทำให้ต้องรีบแต่งตัวเพื่อจะไปเข้าประชุมสรุปการขายราย เดือนให้ทัน เขาเดินลงบันไดอย่างรีบร้อนจนเกือบจะสะดุดขาตัวเลงล้มหลายครั้ง
“ไม่กินข้าวเช้าก่อนหรอลูก…แม่ทำข้าวต้มไว้ให้หน่ะ” แม่ของเขายื่นหน้าออกมาถามจากในครัว
“ไม่ทันแล้วครับ….ไปก่อนนะครับแม่” เขาตอบกลับไปในระหว่างที่นั่งลงที่เชิงบันไดเพื่อใส่ถุงเท้าและรองเท้า

แม้ว่าระยะทางจะไกลแต่ด้วยความสามารถในการขับรถของเขา เขาทำเวลาบนถนนท้องถนนได้ดีทีเดียว อีกเพียงไม่ถึงกิโลเมตรก็จะถึงบริษัท เขาเหลือบไปมองหน้าปัดนาฬิกาบอกเวลา 8.45 เขายิ้มด้วยความสบายใจเพราะอย่างน้อยคงเหลือเวลาซักห้านาทีก่อนเข้าประชุม ตอนเก้าโมงเอาไว้ได้หาอะไรใส่ท้องกันหิวได้บ้าง เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น เป็นแม่เขาเองที่โทรมา
“เชน…ลูกลืมแฟ้มเอกสารไว้รึป่าว……แม้เจอมันอยู่ที่ตรงบันไดเนี่ยลูก”
“หา…………” เขาร้องเสียงหลง “ที่หน้าแฟ้มเขียนว่าอะไรครับแม่……รายงานการขายเดือนกุมภาพันธ์รึป่าวครับ……”
“เอ…..ขอแม่ดูเดี๋ยวนะ………….ใช่ลูกๆ รายการขายอะไรนี่แหละ…..ต้องรีบใช้รึป่าวลูก”
“เฮ้อ..จริงๆก็รีบใช้ครับแม่ แต่ตอนนี้ผมจะถึงที่ทำงานอยู่แล้วจะกลับไปเอาคงไม่ทัน แม่ช่วยเก็บไว้ให้ด้วยแล้วกันนะครับ”

ช่วงอึดใจเขาก็มาถึงบริษัท เขารีบร้อนเพื่อเข้าไปในห้องประชุมแม้จะรู้ว่ายังไม่ถึงเวลาประชุมก็ตาม
“สวัสดีครับคุณยามาดะ…..” เขายกมือไหว้เจ้านายของเขาที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ
“อ้าว เชนซัง นั่งก่อนสิ……” สำเนียงญี่ปุ่นของคุณยามาดะดูแปร่งๆแม้ว่าเขาจะสามารถพูดไทยได้คล่องแคล่วแล้วก็ตาม
“คุณยามาดะครับคือว่าผม………..” วิเชียรออกอาการประหม่า “ผมลืมเอารายงานการประชุมวันนี้มา พอจะมีทางไหนที่จะแก้ไขได้มั้ยครับ………”
“X?<!!!xxx>?……….” ยามาดะบ่นพึมพำเป็นภาษาญี่ปุ่น “ไม่เป็นไรนะเชนซัง…….อ้อผมมีเรื่องจะคุยกับคุณอยู่พอดีเอาไว้หลังการ ประชุมไปพบผมที่ห้องด้วยนะ”

เวลาใกล้เที่ยงวิเชียรเดินคอตกออกมาจากออฟฟิศ เขาพึ่งได้รับรู้ว่ารายงานการขายประจำเดือนที่เขาอุตส่าห์หามรุ่งหามค่ำนั่ง ทำมันทั้งคืนนั้นไม่ได้จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
หญิงสาวนางหนึ่งเดินตามหลังวิเชียรออกมาอย่างกระชั้นชิดก่อนจะมาหยุดที่ตรง หน้าของเขา “น้องคะ ช่วยเซ็นเอกสารตรงนี้ให้พี่ด้วย เมื่อกี๊พี่ลืมไป………” เธอส่งกระดาษเเผ่นนึงให้พร้อมปากกา
“น้องเชน..อย่าเสียใจไปเลยนะ บริษัทเนี่ยเจ้านายญี่ปุ่นเขี้ยวมาก เด็กใหม่ผ่านโปรปีๆนึงไม่กี่คนเอง พี่เสียดายน้องมากเลยนะ ถ้ามีอะไรที่พี่พอจะช่วยได้ก็บอกนะจ๊ะ………..”
วิเชียรทำท่าทางจะพูออะไรบางอย่างแต่หญิงสาวก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า “เอ้อ……พี่เกือบลืมอีกอย่าง ขอกุญแจรถคืนด้วยจ๊ะ น้องจอดไว้ที่จอดบริษัทชั้นสามใช่มั้ย”
เขายื่นกุญแจรถที่ล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกงส่งให้เธอ “มะรืนนี้น้องเข้ามารับเช็คเงินเดือนได้เลยนะจ๊ะ พี่จะเตรียมไว้ให้..ไปละนะโชคดีจ๊ะ” สิ้นเสียงเธอก็เดินจากไปอย่างไรเยื่อไย

วิเชียรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เขาอยากจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ให้ใครคนหนึ่งได้ฟัง
“ฮัลโหล ฟ้าหรอ………” เขาพูด
“เชนหรอ คือตอนนี้เรายุ่มมากเลย เดี๋ยวต้องเข้าประชุมแล้ว เอาไว้เย็นนี้เดี๋ยวโทรหาแล้วกันนะ”
“เอ่อ….”
“มีอะไรรึป่าว……..เชน”
“ไม่มีอะไร เอาไว้เย็นนี้ค่อยคุยกันก็แล้วกัน”
“โอเคนะ บาย”

วิเชียรเดินฝ่าเปลวเเดดที่ร้อนระอุของเดือนมีนา เขาทรุดการลงที่ป้ายรถประจำทาง “เชนซังเป็นคนดีมาก แต่ผมว่างานที่นี่ไม่เหมาะกับเชนซัง ผมเสียใจด้วยนะ” เสียงเจ้านายของเขาก้องอยู่ในหัว
“สัดเอ้ย..ไอ้ยุ่น” เขาหลุดด่าออกมาด้วยความโมโห
แม่ว่ารถเมย์จะผ่านไปแล้วหลายคัน แต่เขายังคงนั่นอยู่ที่เดิม จริงๆแล้วเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหนดี

ชายวันรุ่นสองคนเดินกร่างมาแต่ไกล เมื่อเห็นชุดเสื้อชอปที่ใส่อยู่ไม่บอกก็รู้ว่าทั้งคู่เรียนอาชีวะที่ไหนซัก แห่ง เมื่อเข้ามาใกล้ชายคนหนึ่งหยุดมองมาที่วิเชียร “มองหน้ามีปัญอะไรวะไอ้หน้าจืด…..”
“ป่าวครับ….” วิเชียรหลบสายตา
“มึงมีบุหรี่ให้กูซักตัวมะ…” ชายอีกคนพูด
“ไม่มีครับ ผมไม่สูบจะมีได้ยังไง…….” เขาตอบ
“เอ๊ะไอ้นี่ตอบวอนตืนแล้วมั้ยหล่ะ…เอาแม่งซะดีมั้ย” ชายอีกคนดึงแขนเพื่อนเอาไว้ “น้องพอจะมีให้พี่ซักร้อยสองร้อยมั้ย รถมอไซด์พี่เสียไม่มีตังค่ารถเมย์หว่ะ”
“งานเข้าแล้วกู” วิเชียรคิดในใจ เขาล้วงไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา เขาคิดว่าวันนี้แย่มากพอเเล้ว และคงจะแย่กว่านี้แน่ถ้าขืนยังอยู่ตรงนี้ต่อไปกับอันธพาลสองคนนี้
ยังไม่ทันที่เขาจะเปิดกระเป๋าสตางค์ ชายคนหนึ่งคว้ามันจากมือของเขาแล้วทั้งคู่ก็ออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
“อ้าวเหี้ยเอ้ย……………..” เขาตะโกนด่าไล่หลังนักเลงหัวไม้ทั้งสองที่ตอนนี้พ่วงตำแหน่งนักวิ่งราวสี่คูณร้อยอีกตำแหน่ง

เขานั่งลงเพื่อรวมสติอีกครั้ง ในกระเป๋ากางเกงของเขามีเพียงเศษเหรียญเงินทอนค่าทางด่วนอยู่ไม่กี่บาท “โบกแท็กซี่เอาแล้วกันวะแล้วค่อยไปขอตังแม่จ่าย” เขาคิด
วิเชียรลุกขึ้นเพื่อจะโบกรถแท็กซี่ซักคนหนึ่ง
“ช้าก่อนพ่อหนุ่ม…นี่กระเป๋าตังค์ของเอ็งรึป่าว” ชายชราวณิพกตาบอดในเสื้อเก่าขาดมอมแมมยื่นกระเป๋าสตางค์ใบหนึ่งส่งให้เขา
เพียงแค่มองอย่างผิวเผินเขาก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่กระเป๋าสตางค์ของเขา เป็นแน่ แต่เขาก็รับมันไว้แต่โดยดี เมื่อเปิดออกดูวิเชียรพบแบงค์พันหลายใบอัดแน่อยู่ในกระเป๋าใบนั้น
“ยามาดะ ฮิโตชิ” ชื่อนั้นปรากฎอยู่บนนามบัตรที่เสือบเอาไว้ตรงช่องใส่รูป
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า……..”.เขาหัวเราะสุดเสียง ดูเหมือนโชคชะตายังไม่ใจร้ายกับเขาเกินไปนัก
“สมน้ำหน้ามึงไอ้ยุ่นกูจะเอาบัตรเครดิตมึงไปรูดซะให้หายแค้น” เขาคิดในใจ

“ขอบคุณมากนะครับลุง….ถ้าไม่ได้ลุงผมคงแย่” วิเชียรเอ่ยปากขอบคุณชายชรา
“ไม่ต้องขอบคงขอบคุณอะไรหรอก ขอบคุณข้างบนนั้นนู้น” ชายชราเอามือชี้ขึ้นฟ้า “เอาเป็นว่าเอ็งช่วยสมทบทุนกองทุนโรงเรียนดนตรีคนตาบอดซักหน่อยทีวะ” เขายื่นแก้วพลาสติกอย่างไม่ถนัดนักส่งให้วิเชียร
วิเชียรล้วงไปในกระเป๋ากางเกงอย่างไม่ลังเล เขาล้วงเอาเศษเหรียญทั้งหมดที่มีใส่ลงไปในแก้วใบนั้น
“โชคดีนะพ่อหนุ่ม………….” ชายชราอวยพรแล้วเดินจากไป

วิเชียรเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “ผมนึกว่าจะมีเเต่เรื่องซวยๆซะอีกวันนี้” เขาพูดเหมือนกับว่ามีใครบางคนอยู่บนนั้นรอฟังเขาอยู่

ที่ฝั่งตรงข้ามของถนนวัยรุ่นสองคนวิ่งหนีคู่อริที่ตามไล่ฟันด้วยมีดสปา ต้าด้ามโต ชายคนหนึ่งตัดสินใจวิ่งข้ามถนนมาอีกฟาก รถพ่วงสิบแปดล้อแล่นมาด้วยความเร็ว คนขับรถกระทืบเบรคอย่างแรงพร้อมทั้งหักหลบคนที่กำลังวิ่งตัดหน้ารถได้อย่าง ฉิวเฉียด ชายวัยรุ่นที่วิ่งหนีมาอย่างไม่คิดชีวิตชนเข้ากับวิเชียรอย่างจังจนกระเป๋า สตางค์ในมือของวิเชียรหลุดลอยไปตกที่ข้างถนน เขาตะเกียดตะกายคลานไปเพื่อเอื้อมไปคว้ามันเอาไว้

ด้วยแรงเบรกของรถบรรทุกทำให้หัวของรถไปชนเข้ากับเกาะกลางถนนแต่ทว่าอนิจจา พ่วงท้ายของรถถูกเหวียงด้วยแรงกระแทกไปอีกทางแล้วพลิกคว่ำ

เสียงอื้ออึงของไทยมุงที่ทยอยเข้ามามุงดูเหตุการณ์ เสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้น “มีคนถูกทับอยู่ใต้ท้องรถ……………”
ร่างไร้วิญญาณของวิเชียรนอนจมกองเลือด มือข้างหนึ่งยังกำกระเป๋าสตางค์ไว้แน่น…………..

ชายวัยรุ่นต้นเรื่องอุบัติเหตุนรกยังคงวิ่งหนีต่อไป เขาสะดุดล้มลงเพราะมัวหันไปมองเหตุการณที่เกิดขึ้น กระเป๋าสตางค์ใบหนึ่งร่วงหล่นจากกระเป๋าเสื้อชอปของเขาตกลงที่ตรงหน้าชายชรา วณิพก เขารีบลุกขึ้นแล้วออกวิ่งต่อไป
ชายชราก้มลงเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าใบนั้นใส่ลงในย่ามโกโรโกโสของเขา
“เชน ยังไม่ตาย เขาอยู่ใต้รถบรรทุก………………………..” ชายชราวณิพกเริ่มร้องเพลงในขณะที่เดินจากไป

จบ

Posted August 6, 2010 by torword

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.