มันก็เกือบจะเป็นเหมือนคำ่คืนธรรมดาอีกคืนหนึ่งสำหรับการเตร็ดเตร่นอกบ้านของผม เริ่มต้นด้วยการหาอะไรใส่ท้องแก้หิว เสร็จแล้วก็แวะห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน เลือกซื้อกระดาษวาดเขียนไว้เอามาวาดสีน้ำงานอดิเรกใหม่ยามว่าง จากนั้นก็คลุกตัวในร้านซีดี ร้านหนังแผ่น หรือไม่ก็ร้านหนังสือแล้วแต่โอกาสอำนวยและอารมณ์จะพาไป คืนนี้ผมเลือกเข้าร้านหนังสือเพราะคะเนดูด้วยสายตาจากด้านนอกร้านแล้วเห็นคนไม่มาก ผมไม่ชอบเข้าไปยามคนแยะเพราะต้องคอยเดินหลบ ขยับตัว ย้ายที่ เวลายืนเลือกหนังสือหน้าชั้นหนังสือ ยิ่งโดยเฉพาะแผงนิตยสารเวลาคนมากแทบจะต้องมุดตัวแทรกเข้าไปหยิบกันทีเดียว ถ้าเป็นวันศุกร์ผมจะมุ่งตรงไปที่แผงนิตยสารเป็นอันดับเเรกเพื่อซื้อหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ แต่สำหรับวันอื่นอย่างเช่นวันนี้ผมจะไปที่ชั้นหนังสือประเภทเรื่องสั้นก่อนเสมอ และมันก็เป็นอะไรที่น่าเศร้าถ้าเกิดคุณเป็นพวกหนอนเรื่องสั้นอย่างผม เพราะหนังสือประเภทนี้นั้นมีให้เลือกอ่านไม่มาก จำนวนของมันมีน้อยกว่านวนิยาย น้อยกว่านำเที่ยว น้อยกว่าแต่งบ้าน น้อยกว่าการเมือง น้อยกว่าฮาว ทู น้อยกว่าหนังสือศาสนาเสียอีก(ถ้าตัดพวกลัทธิกฎแห่งกรรมเพี้ยนๆและอิทธิปาฏิหารย์แปลกๆ เรื่องสั้นอาจมีมากกว่า) อันที่จริงหนังสือประเภทนี้มีไม่น้อยครับ แต่เข้าใจว่าคนอ่านน้อย ร้านหนังสือก็เลยรับมาลงน้อย ถ้าคุณสังเกตุดูการจัดอันดับหนังสือขายดี หนึ่งในยี่สิบอันดับผมรับประกันได้เลยว่าจะมีอย่างน้อยๆสองเล่มพูดถึงทำอย่างไรให้ “รวย” อีกสองเล่มจะเกี่ยวกับเรื่อง “กรรม” แก้บ้าง เอ็กซ์เรย์บ้าง อีกสองสามเล่มพูดถึงคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยี ที่เหลือก็อาจเป็นหนังสือของ “เซเล่บ ดารา บุคคลที่มีชื่อ” คละเคล้ากับหนังสือนวนิยาย นานๆครั้ง(แทบนับได้)ที่จะมีเรื่องสั้นติดโผเข้าไปบ้าง(โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีรางวัลการันตีเสียหน่อย) ผมละเมียดดูที่ชั้นหนังสือเรื่องสั้นไปเรื่อยๆทีละเล่มๆ เวลามีเล่มใหม่ๆปรากฏขึ้นผมจะไม่รีรอที่จะหยิบมาสำรวจตรวจดูถ้าถูกจริตก็ซื้อใส่ห่อกลับไปบริโภคต่อที่บ้านตามระเบียบ สำหรับคืนนี้ไม่มีหนังสือมาใหม่ แต่ให้ตายเถอะมันมีอะไรน่าตื่นเต้นกว่านั้น….. ระหว่างที่ผมกำลังทอดอารมณ์ไปกับรายชื่อหนังสือที่สันปกทีละเล่มๆอยู่นั้น พลันใครคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ ผมถอยเลี่ยงให้ทางเขาคนนั้นผ่านไปตามมารยาท เธอ(เขาคนนั้นเป็นผู้หญิง(สวย))เดินผ่านผมไปแล้วหยุดข้างๆผม และก่อนที่สายตาเราจะประสานกันกลิ่นน้ำหอมที่เธอใช้มันลอยมาเตะจมูกของผม “อ่า….ฉันรู้จักกลิ่นนี้ ไอ้ขวดสีน้ำเงินนั่น ไอ้ดีพ ดาวีดอฟ [...]
Author Archive
Book store Leave a comment
The corn Leave a comment
ระหว่างทางกลับจากสัมมนาที่ลพบุรี ผมพบว่าบนถนนสายโคกตูม-พระพุทธบาทเต็มไปด้วยไร่ข้าวโพดมากมาย หลายแปลงถูกเก็บเกี่ยวจนเหลือเพียงแต่ไร่เตียนโล่ง ตลอดสองข้างทางชาวบ้านมาตั้งเต้นท์ทำเพิงขายข้าวโพดกัน ผมอดไม่ได้ที่จะชลอรถชำเลืองดูกิจกรรมน่าสนุกของชาวไร่ จนสุดท้ายไปจอดรถเทียบเพิงหนึ่งที่อยู่โดดเดี่ยวไกลออกไป “ข้าวโพดขายไงครับป้า” ผมถามแม่ค้าชาวไร่มือสมัครเล่น(ดูยังไงก็เกษตรกรชัดๆ) ป้าคนขายเลิ่กลั่กกุลีกุจอเดินมาใกล้ “ถุงละยี่สิบบาทจ๊ะเก็บมาสดๆใหม่ๆ” แกหยิบถุงข้าวโพดถุงใหญ่ส่งให้ดูถุงหนึ่งในนั้นมีข้าวโพดข้าวเหนียวสีขาวนวลฝักยาวประมาณฝ่ามือบ้าง ใหญ่และเล็กกว่าบ้างคละกันถุงละห้าถึงหกฝัก “ฝักไม่ค่อยใหญ่เลยเนอะ หนักเท่าไหร่กิโลนึงได้มั้ย” ผมถามต่อ “ก็ประมาณโลแหละจ๊ะ ตอนชั่งชั่งทั้งเปลือกถุงละโลสอง นี่แกะเปลือกเรียบร้อยเอาไปต้มกินได้เลย” แกว่า “มีแต่ฝักเล็กๆทั้งนั้นเลย เหลือคัดส่งแม่ค้าหรอ” ผมสงส้ย “จ๊ะ ส่งแม้ค้านี่ฝักใหญ่ ประมาณสามฝักโล ส่วนพวกนี้ฝักเล็กมั่ง หัวเปิดมั่งก็เอามาแกะขายเนี่ยจ๊ะ” แกพูดปนยิ้ม “เอากี่ถุงดี สดๆใหม่ๆพึ่งเเกะเมื่อกี้เลยจ๊ะ” “ฝักมันเล็กไปหน่อย ผมช่วยซื้อสองถุงละกัน” ผมว่า “นี่เอางี้ละกัน ป้าเหลืออยู่หกถุงนี่ เอาหมดเลยละกัน คิดร้อยเดียว” แม่ค้าชาวไร่ปิดการขาย “แอร๊ย ผมเยอะเกิ้น กินไม่หมดหรอก ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร” ใช่ว่าไม่อยากได้ของแถมแต่หกกิโลมันเยอะเกินขนาด “เอาหน่ะ นึกว่าช่วยเกษตรกรแล้วกัน” ป้าอ้อน โดนไม้นี้เข้าไปเลยหลวมตัวเสืยเเบงค์เเดงจ่ายแกไปจนได้ รู้ตัวอีกทีข้าวโพดน้อยหกถุงก็มากองที่เบาะหน้าเต็มเบาะเชียว ระหว่างทางกลับบ้านผมก็หันไปส่งสายตาให้เจ้าข้าวโพดน้อยเหล่านั้นเป็นระยะ ชั้นจะกินพวกแกอย่างไรดีหนอ นึกตลกคำป้าแม่ค้าชาวไร่ จากข้าวโพดเหลือคัด กลายเป็นซื้อช่วยเกษตรกรไปซะได้ มันก็ของอันเดิมมุมมองเปลี่ยนความรู้สึกก็เปลี่ยน เอวัง [...]
Follow Leave a comment
ผมเดินตามใครคนหนึ่ง คุณเคยบ้างไหมที่เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างกับคนแปลกหน้า รู้สึกถูกชะตาอย่างไม่มีเหตุผล อยากเข้าไปคุย อยากทำความรู้จัก อยาก… อีกมากมาย นั่นแหละความรู้สึกของผมในตอนนี่มันเป็นแบบนั้น ในสถานที่ที่คนขวักไขว่อย่างในห้างสรรพสินค้า โดยไม่ได้ตั้งใจคุณอาจพบว่าตนเองกำลังเดินตามใครบางคนอยู่ แน่แหละเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่มันจะมีช่วงเวลาหนึ่งๆที่ทำให้บางคนต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างเตริดเตร่อยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนั้น อันที่จริงผมกำลังจะกลับที่ไปรถเพื่อเดินทางกลับบ้าน สายตาของผมจับจ้องไปในทิศทางตรงเป็นพิเศษ อาจเพราะได้สิ่งที่ต้องการในมือเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการเดินทางกลับทำให้สิ่งรอบข้างลดความน่าสนใจลงเหลือเพียงแต่ในทิศทางตรงไปที่จอดรถ ผมสังเกตุเห็นว่าใครคนหนึ่งที่เดินนำหน้าผมนั้น ได้รับความสนใจจากคนอื่นๆเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนที่เดินสวนทางมาในทิศตรงข้าม ผมเห็นหลายสายตาจับจ้องที่ใครคนนั้น แม้แต่คนที่หยุดยืนอยู่ระหว่างทางยังจ้องมองตามใครคนนั้นอย่างไม่ละสายตา ผมยังคงเดินตามใครคนหนึ่ง คุณเคยบ้างไหมที่เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างกับคนแปลกหน้า รู้สึกถูกชะตาอย่างไม่มีเหตุผล อยากเข้าไปคุย อยากทำความรู้จัก อยาก… อีกมากมาย นั่นแหละความรู้สึกของผมในตอนนี่มันเป็นแบบนั้น ผมเริ่มให้ความสนใจกับใครคนนั้นมากขึ้นอย่างเช่นที่คนอื่นๆทำ ผมไม่แปลกใจเลยที่ใครต่อใครต่างพากันจ้องมอง ถ้าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ เธอคงเป็นผลงานชิ่นโบว์แดงของพระองค์ ผมปะบ่าของเธอดำเงาสลวยพริ้วไหวไปมาตามจังหวะก้าวเท้าอย่างเป็นจังหวะ เสื้อยืดสีขาวแขนสั้นเข้ารูปกับกางเกงขาสั้นพอดีฟิตส่งให้เห็นเรือนร่างเซ็กซี่ดุจนางแบบที่หลุดออกมาจากนิตยสาร “หุ่นเธอดีจริงๆ” ผมอุทานในใจ “ต้องรู้จักเธอให้ได้” ผมคิด ผมยังคงเดินตามใครคนหนึ่งอย่างจงใจ นานแค่ไหนแล้วที่ผมเคยมีคนเดินควงในบรรยากาศแบบนี้ มันนานทีเดียวนานจนจะไม่อยากจะนึกย้อนถึง “ช่างมันเถอะ อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว” ผมเฝ้าคิดปลอบใจตัวเอง แม้ช่วงอายุในการหาคู่ครองของเพศชายจะดูเหมือนยาวนานกว่าเพศหญิง แต่เมื่อก้าวย่างเข้าสู่หลักสามมันก็สร้างความกดดันได้ไม่น้อยทีเดียว เพื่อนฝูงทยอยเข้าหอลงโรงกันไปทีละคน ทีละคู่ “แล้วกูหล่ะ” ผมได้แต่คิดน้อยใจเงียบๆลำพัง ถ้าหากคุณรู้จักผมเป็นการส่วนตัวคงจะหลงคิดว่าผมไปกินดีหมีมาแน่ๆ ที่กำลังจะทำในสิ่งที่ผมไม่กล้าทำมาก่อน อย่าพึ่งคิดเลยเถิดไปไกล [...]
Drama(tic) Leave a comment
คุณคิดบ้างไหมว่าชีวิตเราทุกวันนี้มัน “ดราม่า” เอาจริงๆ ยามอุกทกภัยมาเยือนเช่นนี้ลองเปิดโทรทัศน์ดูรายการทีวีซักช่องหนึ่ง ถ้าไม่นับละครหลังข่าวที่ดราม่าเป็นสรณะอยู่แล้ว ลองอดทนนั่งดูช่องเดิมติดต่อกันเป็นเวลานานซักชั่วโมงหนึ่งเถิดแล้วจะรู้ ผมกล้ารับประกันว่าอย่างน้อยข่าวของฟรีทีวีทุกช่องจะต้องมีสกู๊ปข่าวที่ทำออกมาเป็นมิวสิควีดีโอ ภาพ(เคลื่อนไหว)ประกอบเพลง บางเรื่องก็เศร้า บางเรื่องก็สุข บางเรื่องก็ตลก ทุกสถานีทำกันเอิกเริกจนเหมือนกับว่ามันต้องเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์พิเศษไปแล้ว ส่วนตัวผมคิดว่าดราม่าในยามวิกฤตของบ้านนี้เมืองนี้นั้นมีมานานแล้ว เพียงแต่ในสมัยก่อนเรายังไม่ค่อยได้ประสพเหตุการณ์ที่ใหญ่โตกับเขาเท่าไร ดราม่าตัวพ่อที่ผูกขาดดราม่าในสถานการณ์พิเศษก็เห็นจะได้แก่ นักร้องเพลงเพื่อชีวิตท่านหนึ่งที่ไม่ว่าประเทศเราจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เกินสัปดาห์น้าแกจะมีเพลงเพื่อชีวิตออกมาเผยแพร่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นคลื่นยักษ์ ปฏิวัติ จลาจลกลางเมือง หรือแม้แต่น้ำท่วมครั้งล่าสุด น้าเขาก็มีเพลงเข้าสถานการณ์มาให้ได้ฟังกัน แต่เห็นแปลกอยู่อย่างคือน้ำหลากคราวนี้สื่อโทรทัศน์ไม่ได้ตอบสนองดนตรีน้าเขาเป็นการพิเศษอย่างเช่นที่ผ่านๆมา หลายสถานีเริ่มหาเพลงประกอบดราม่าของตัวเองทำให้ดพลงของน้าเหลือเปิดประกอบรีวิวเพียงไม่กี่ช่อง นี่แหละต้นตำรับดราม่าในสถานการณ์พิเศษ รายต่อมาที่เจริญรอยตามติด ก็เห็นจะเป็นพี่นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ รายนี้มักออกเพลงป๊อบดราม่าช่วงหลังสถานการณ์คลี่คลาย เอกลักษณ์ของแกคือการรวมกลุ่มศิลปินนักร้อง ต่างจากน้าต้นตำรับที่แต่งเองร้องเอง หันมาดูดราม่าในงานโฆษณากันบ้าง ที่ธรรมดาเอามากก็คงจะเป็นซีเอสอาร์ประชามสัมพันธ์องค์กรณ์ของเหล่าบรรดาบริษัทห้างร้านต่างๆ ว่าตอนน้ำท่วมได้ออกไปช่วยเหลือใคร อะไร อย่างไรบ้าง อันนี้ธรรมดสเป็นสิ่งที่ไม่เหนือความคาดหมาย แต่ที่ดราม่าสุดๆคือโฆษณาตัวใหม่ของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งที่อาศัยภาพน้ำท่วมมาผูกโยงกับประโยชน์ของการมีเครือข่ายไร้สาย ให้ตายเถอะยอมรับครับว่าหัวดีเข้าใจคิด แต่กูแล้วมันออกจะดราม่าจนน่าขนลุก โอ้ว บร๊ะเจ้าอะไรมันจะดราม่ากันขนาดนี้ หันออกจากนอกจอมาเรื่องดราม่ารอบตัวกันบ้าง เมื่อคืนนี้ผมพาแม่ไปซื้อของในซุปเปอร์สโตว์ข้ามชาติใกล้บ้านแห่งหนึ่ง คนก็เยอะตามประสาวันอาทิตย์ กลิ่นดราม่าลอยมาแตะจมูกตั้งแต่เดินเข้าห้าง คงมีเพียงประเทศไทยนี่แหละมั้งครับที่คนสามารถมาเดินเตร็ดเตร่ในห้างค้าปลีกราวกับว่ามาเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าพรรค์นั้น ดราม่าเฉพาะกิจเข้ากับสถานการณ์คือการปรากฏตัวของสินค้าบางประเภท เช่น น้ำดื่มอิมพอร์ตจากฮ่องกง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากมาเลเซีย ใครจะๆปคืดหล่ะครับว่าน้ำฮ่องกงจะเข้ามาเบียดชั้นวางยืนเคียงข้างกับน้ำเเร่ราคาโหดแทนที่น้ำดื่มดาดสัญชาติไทย มันดราม่าหนักเข้าไปอีกที่ไม่มีน้ำอัดลมซักขวด ซักยี่ห้อ ทั้งน้ำดำน้ำไม่ดำ และไม่ใช่เพียงแต่ในห้าง [...]
ล้วงคองู(หรือ?)เห่า Leave a comment
นานมาแล้วเคยมีรายการโทรทัศน์สัญชาติอเมริกันที่นำเสนอเรื่องราวตลกๆแบบเป็นธรรมชาติของเหล่าบรรดาโจรต่างๆที่มักทำเรื่องอะไรโง่ๆจนพลาดพลั้งหรือถูกตำรวจจับได้ในที่สุด เคเบิลทีวีบ้านเราก็เห็นเคยนำเอามาฉายสร้างความบันเทิงอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่สำหรับเมืองไทยบ้านเราดูเหมือนจะยังไม่มีรายการทำนองตีแผ่ความโง่ของคุณโจรโดยตรง อาจมีบ้างบางรายการที่นำเรื่องราวสนุกที่เกิดบนโรงพักแต่นั่นก็มีหลากหลายประเด็นกว่ามุ่งเอาความโง่เน้นๆ อ่านข่าววันนี้ข่าวหนึ่งแล้วชวนให้ขำ ตำรวจจับโจรปล้นบ้านปลัดกระทรวงคมนาคมได้แล้ว ที่ขำก็ตรงที่ปล้นบ้านใครไม่ปล้นดันมาปล้นคนใหญ่คนโต นี่ไม่ใช่ปลัดอำเภอต๊อกต๋อย แต่นี่ระดับปลัดกระทรวง แน่หล่ะมีหรือจะรอดตารางงานนี้ ก็เลยโดนจับได้โดยละม่อม เผินๆเหมือนจะจบแต่เปล่าเลย มีขำก๊อกสอง โจรสารภาพที่ปล้นไปได้เงินไป 200 ล้าน โอ้วววว บร๊ะเจ้า ไหนใครว่ารับราชการเงินเดือนมันต้อยต่ำเห็นจะไม่จริงละมั้งเนี่ย แถมโจรยังคุยที่เอาไปเเค่จิ๊บๆในบ้านปลัดมีเงินเป็น 1000 ล้านบาท อกอีแป้นจะแหก ขำท้องขดท้องแข็ง งานนี้สำหรับพี่โจรคงจะจบ ก็ติดคุกโดนดำเนินคดีกันไป ที่เห็นจะยังไม่จบแถมงานอาจเข้าเต็มๆคือคุณปลัดที่เคารพ อาจต้องเจอคำถามที่ต้องตอบดังๆว่า “ทรัพย์นี้ท่านได้แต่ใดมา” ฮาาาาาา ปล.งานนี้พี่โจรนอกจากจะเป็นอาชญากรโดยพฤตินัยแล้ว อาจได้รับตำแหน่งวีรบุรุตผู้แจ้งเบาะเเสการกระทำทุจริตอีกตำแหน่ง http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000146944
Thank you note Leave a comment
เที่ยงวันนี้ ผมลืมตาดูโลกมาแล้ว 28 ปี กับอีก 1 วัน โอ้ว! เวลามันช่างผ่านไปเร็วจนน่ากลัว กลัวที่ยังเหลืออีกหลายอย่างที่อยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ บร๊าาาาาาา! ขอขอบพระคุณ ป๊า แม่ และโคตรเหง้าสักราชของผม หากไม่มีพวกเขาก็คงไม่มีผมในวันนี้ ขอขอบพระคุณทุกคำอวยพร ขอให้ทุกท่านได้รับพรนั้นเช่นเดียวกัน และต้องขออภัยที่ผมได้แต่กด like ไปเท่านั้น อย่างน้อยก็อยากให้ได้รู้ว่าผมได้เห็น อ่านมันและดีใจเป็นอย่างยิ่ง สุดท้ายขอสงกำลังใจกับเพื่อน พี่น้อง ที่ประสบอุทกภัยทุกท่าน ขอให้น้ำลดไวๆครับ ปล.ไม่รู้ว่าผมพูดเร็วไปไหม แต่อยากฝากกันช่วยคิดหน่อยนะครับว่า ไอ้สิ่งก่อสร้าง ทั้งอิฐ หิน ปูน ทราย จำนวนไม่น้อยที่เราๆนำมาทำสิ่งป้องกันน้ำเหล่านั้น เสร็จฤดูน้ำท่วมแล้ว จะเอาไปไว้ที่ไหนกัน อย่างน้อยๆเอาไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์จะดีกว่านะครับ สวัสดี
Look Leave a comment
“ว๊าย!! ทับหมา ไส้แตกเลย” เสียงร้องของใครบางคนทำให้ผมต้องหยุดรถ โดยไม่ต้องใช้สมองคิดผมก็ตระหนักได้ว่าคงขับรถเหยียบหมาเข้าให้แล้ว สิ้นเสียงเล็กแหลมนั้น เธอส่งสายตาจ้องมองมาที่ผมอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ชั่วขณะไม่กี่วินาทีที่นานราวชั่วกัปชั่วกัลป์ โอ้ว! ผมยังจำแววตาคู่นั้นได้จนถึงวินาทีนี้ “ใช่ ผมมันคือไอ้ฆาตกรเลือดเย็นที่ลงมือสังหารเหยื่อไม่รู้เดียงสาไร้ทางสู้” “ใช่ ผมมันคือไอ้คนประมาทเลินเล่อ ที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน” “ใช่ หากโทษแห่งความผิดที่ทำให้ผู้อื่นต้องเสียชีวิตนั้นคือประหาร เขิญเถิด เชิญมารับวิญญาณของผมไปเสียเดี๋ยวนี้” “ใช่ ผมไม่มีข้อแก้ตัวในความผิดที่ได้กระทำลงไป” “ใช่ ผมมันชั่วช้าเลวทรามอย่างที่สุด” ใช่แล้ว ทั้งหมดนั่นมันอยู่ในสายตาคู่นั้นเอง
จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า Leave a comment
จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ฉันไม่ขอข้าวขอแกง ไม่ขอแหวนราคาแพง ไม่ขอของล้ำค่า จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ฉันขอแค่เวลา ให้มันเดินช้าๆ ลงสักสองสามนาที ขอให้ฉันได้สัมผัส ความรู้สึกที่ตรงนี้ นานขึ้นอีกนาที มันคงจะดีเสียจริง
Leave a comment
ที่รัก ถ้าเธอรักฉันจริง สุขอื่นยิ่งสวรรค์ก็ไร้ความหมาย ถ้าเธอไม่รักฉันจริง สุขอื่นยิ่งสวรรค์ก็ไร้ความหมาย จากหนังสือ ช่องที่ไม่ว่าง ดร.จอห์น บร๊าฟ เขียน เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต แปล
Dying massage Leave a comment
เช้าหนึ่งเมื่อสองสามวันที่เเล้วผมถอยรถออกจากโรงจอดรถที่บ้านด้วยอาการคุ้นเคย มันก็เหมือนจะปกติถ้าหากไม่นับสิ่งแปลกปลอมที่สังเกตุเห็นหลังจากถอยออกพ้นประตูโรงรถ สุนัขท้องแก่ที่เลี้ยงเอาไว้มันเดินวนเวียนด้วยกิริยาประหลาดรอบบริเวณที่รถผมเคยจอดรถอยู่เมื่อครู่ เดินไปดูก็พบว่าสุนัขตัวนั้นมันคลอดลูกออกมาแล้วสองตัว คืนก่อนหน้านั้นฝนตกหนักมันคงอาศัยใต้ท้องรถเป็นห้องคลอดจำเป็น แว่บแรกผมก็รู้สึกยินดีไปกับมันที่ได้ลูกแต่พอเดินเข้าไปใกล้อีกนิดก็พบจากสองตอนนี้เหลือเพียงหนึ่งชีวิต ลูกสุนัขตัวหนึ่งนอนแน่นิ่งกับพื้น ลิ้นจุกปาก หัวแบนราบไปกับพื้น “ฉิบหายแล้วกู” ผมคิด ไม่ต้องสงสัยผมถอยรถทับลูกหมาเข้าให้แล้ว ภาพที่เห็นสุนัขแม่ลูกอ่อนเดินวนเวียนลูกของมันที่แม้จะหมดลมไปแล้ว มันช่างทำให้สะเทือนใจยิ่ง จู่ๆผมก็รู้สึกหน้าชาราวกับโดนตบเอาดื้อๆ “ดูสิ ลูกหมาเกิดมาตายังไม่ทันได้ลืมตาดูโลกเสียด้วยซำ้ก็ตายเสียได้ ชีวิตนี้ช่างไม่แน่นอน ความตายสิแน่นอน” มันทำให้ผมคิดได้ว่าเรานี้ช่างประมาทเหลือเกิน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตอย่างสุ่มเสี่ยง เหลวไหลไปกับเรื่องไร้สาระ ปล่อยตัวปล่อยใจให้อารมณ์พาไปเลยเถิด ผมเกิดคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าพรุ่งนี้ผมต้องตายหล่ะ โอ้…ไม่นะ ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมยังไม่ได้ทำ” เกิดแล้วต้องตายอันนี้ทุกคนรู้ แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ บางคนอาจอยู่ได้เป็นร้อยปี บางชีวิตอาจอยู่ได้เพียงหนึ่งวัน เราทุกคนก็เหมือนกับพกระเบิดเวลาเอาไว้กับตัว ชีวิตที่ผ่านไปแต่ละวันก็ไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังรอวันที่ระเบิดเวลาลูกนั้นจะทำงาน คำถามก็คือเมื่อเวลานั้นมาถึงเราพร้อมที่จะเผชิญกับมันหรือไม่ วินาทีนั้นเองผมสัญญากับตัวเองว่าอย่างน้อยที่สุดเมื่อถึงเวลานั้นผมอาจจะยังคงเสียดายที่ยังไม่ได้ทำอะไรบางอย่าง แต่ผมจะไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไปแล้วแน่นอน ปล.ผมซื้อนิตยสารมารส์ฉบับหน้าปกคุมิโกะ ซูกาโฮะ มาอ่าน อย่างน้อยก่อนที่จะต้องตายตาย(ขออีกซักสี่สิบปี)ผมก็ไม่เสียดายแล้วที่ชีวิตนี้ได้รู้จักเธอ