คุณคิดบ้างไหมว่าชีวิตเราทุกวันนี้มัน “ดราม่า” เอาจริงๆ ยามอุกทกภัยมาเยือนเช่นนี้ลองเปิดโทรทัศน์ดูรายการทีวีซักช่องหนึ่ง ถ้าไม่นับละครหลังข่าวที่ดราม่าเป็นสรณะอยู่แล้ว ลองอดทนนั่งดูช่องเดิมติดต่อกันเป็นเวลานานซักชั่วโมงหนึ่งเถิดแล้วจะรู้ ผมกล้ารับประกันว่าอย่างน้อยข่าวของฟรีทีวีทุกช่องจะต้องมีสกู๊ปข่าวที่ทำออกมาเป็นมิวสิควีดีโอ ภาพ(เคลื่อนไหว)ประกอบเพลง บางเรื่องก็เศร้า บางเรื่องก็สุข บางเรื่องก็ตลก ทุกสถานีทำกันเอิกเริกจนเหมือนกับว่ามันต้องเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์พิเศษไปแล้ว ส่วนตัวผมคิดว่าดราม่าในยามวิกฤตของบ้านนี้เมืองนี้นั้นมีมานานแล้ว เพียงแต่ในสมัยก่อนเรายังไม่ค่อยได้ประสพเหตุการณ์ที่ใหญ่โตกับเขาเท่าไร ดราม่าตัวพ่อที่ผูกขาดดราม่าในสถานการณ์พิเศษก็เห็นจะได้แก่ นักร้องเพลงเพื่อชีวิตท่านหนึ่งที่ไม่ว่าประเทศเราจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เกินสัปดาห์น้าแกจะมีเพลงเพื่อชีวิตออกมาเผยแพร่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นคลื่นยักษ์ ปฏิวัติ จลาจลกลางเมือง หรือแม้แต่น้ำท่วมครั้งล่าสุด น้าเขาก็มีเพลงเข้าสถานการณ์มาให้ได้ฟังกัน แต่เห็นแปลกอยู่อย่างคือน้ำหลากคราวนี้สื่อโทรทัศน์ไม่ได้ตอบสนองดนตรีน้าเขาเป็นการพิเศษอย่างเช่นที่ผ่านๆมา หลายสถานีเริ่มหาเพลงประกอบดราม่าของตัวเองทำให้ดพลงของน้าเหลือเปิดประกอบรีวิวเพียงไม่กี่ช่อง นี่แหละต้นตำรับดราม่าในสถานการณ์พิเศษ
รายต่อมาที่เจริญรอยตามติด ก็เห็นจะเป็นพี่นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ รายนี้มักออกเพลงป๊อบดราม่าช่วงหลังสถานการณ์คลี่คลาย เอกลักษณ์ของแกคือการรวมกลุ่มศิลปินนักร้อง ต่างจากน้าต้นตำรับที่แต่งเองร้องเอง
หันมาดูดราม่าในงานโฆษณากันบ้าง ที่ธรรมดาเอามากก็คงจะเป็นซีเอสอาร์ประชามสัมพันธ์องค์กรณ์ของเหล่าบรรดาบริษัทห้างร้านต่างๆ ว่าตอนน้ำท่วมได้ออกไปช่วยเหลือใคร อะไร อย่างไรบ้าง อันนี้ธรรมดสเป็นสิ่งที่ไม่เหนือความคาดหมาย แต่ที่ดราม่าสุดๆคือโฆษณาตัวใหม่ของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งที่อาศัยภาพน้ำท่วมมาผูกโยงกับประโยชน์ของการมีเครือข่ายไร้สาย ให้ตายเถอะยอมรับครับว่าหัวดีเข้าใจคิด แต่กูแล้วมันออกจะดราม่าจนน่าขนลุก โอ้ว บร๊ะเจ้าอะไรมันจะดราม่ากันขนาดนี้
หันออกจากนอกจอมาเรื่องดราม่ารอบตัวกันบ้าง เมื่อคืนนี้ผมพาแม่ไปซื้อของในซุปเปอร์สโตว์ข้ามชาติใกล้บ้านแห่งหนึ่ง คนก็เยอะตามประสาวันอาทิตย์ กลิ่นดราม่าลอยมาแตะจมูกตั้งแต่เดินเข้าห้าง คงมีเพียงประเทศไทยนี่แหละมั้งครับที่คนสามารถมาเดินเตร็ดเตร่ในห้างค้าปลีกราวกับว่ามาเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าพรรค์นั้น ดราม่าเฉพาะกิจเข้ากับสถานการณ์คือการปรากฏตัวของสินค้าบางประเภท เช่น น้ำดื่มอิมพอร์ตจากฮ่องกง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากมาเลเซีย ใครจะๆปคืดหล่ะครับว่าน้ำฮ่องกงจะเข้ามาเบียดชั้นวางยืนเคียงข้างกับน้ำเเร่ราคาโหดแทนที่น้ำดื่มดาดสัญชาติไทย มันดราม่าหนักเข้าไปอีกที่ไม่มีน้ำอัดลมซักขวด ซักยี่ห้อ ทั้งน้ำดำน้ำไม่ดำ และไม่ใช่เพียงแต่ในห้าง ในร้านสะดวกซื้อ ร้านนำเเข็งแถวบ้านก็ยังหาน้ำซ่ากินไม่ได้ ใครจะไปคิดว่ามันจะขาดตลาดขนาดนี้
อ่อ พูดถึงดราม่าในห้างที่เห็นจะไม่พูดถึงไม่ได้ก็เห็นจะเป็นระบบรักษาความปลอดภัย สัญณานกันขโมยมือถือ ที่มีรูปร่างหน้าตาหลาบรูปแบบทั้งแบบเป็นสายคาด เป็นตุ่มดำๆ หรือเป็นสติ๊กเกอร์บางๆก็มี เอาหล่ะถ้าเป็นในร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ซีดีเพลงราคาเเพง หรือแม้แต่ในห้างซุปเปอร์สโตว์สำหรับสินค้าที่ราคาสูงๆอย่างเครื่องสำอางบางยี่ห้อ ถ้าจะเอาสัญญาณกันขโมยมาติดก็ยังพอเข้าใจได้ หลังๆเริ่มลามปามมาคาดเข็มขัดนิรภัยให้นมผงเด็ก เอ้า! ก็ราคามันแพงต้องป้องกันไว้หน่อย แต่เมื่อวานในห้างผมตกใจเอามากๆที่มีสินค้าใหม่ที่เขาเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยให้กับมัน กาแฟสำเร็จรูปทรีอินวันยี่ห้อหนึ่ง ใข่ครับฟังไม่ผิด กาแฟสำเร็จรูปราคาแพ๊ดละ 105 บาท และที่ดราม่าหนักขึ้นไปอีกคือมีเพียงเฉพาะกาแฟทรีอินวันยี่ห้อนี้เท่านั้นที่ถูกคาดเข็มขัด ทรีอินวันยี่ห้ออื่น(ที่บางตัวแพงกว่า)กลับไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย พอเดินหลุดชั้นมาหน่อยก็ฉงนหนักไปอีกเพราะแม้แต่กาแฟยี่ห้อเดียวกันนั้นเองแบบชนิดคั่วบดเดี่ยวๆราคาก็กล่องนั้นสูงกว่าเท่าตัวแต่ก็ไม่ถูกคาดเข็มขัดอีกเช่นกัน ผมจึงสันนิษฐานเอาว่าทางห้างคงเลือกรักษาความปลอดภัยให้กับสินค้าที่ได้รับความนิยมในหมู่ขโมย มากกว่าจะดูที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว และยังสันนิษฐานได้อีกว่าขโมยสมัยนี้ไม่ได้เอาแต่ของราคาแพงเสมอไป
อันที่จริงชีวิตผมช่วงนี้ก็ดราม่าเอาการอยู่แต่อย่าไปพูดถึงมันเลย แค่นี้โลกของเราก็ดราม่าพอแล้ว หรือคุณว่าไม่จริง
Drama(tic) Leave a comment
Advertisement