ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านที่ถามไถ่แกมตำหนิว่า หรือนี่(มึง)เลิกเล่าเรื่องเกาหลีไปแล้วหรือ ยังครับยัง เพียงแต่ไม่ค่อยว่างมีเวลามาเขียน(หรือบางทีตอนที่ว่างก็ไม่มีอารมณ์อยากจะเขียน)เท่านั้นเอง
กลับมาทีเรื่องของเรากันดีกว่า เข้าสู่การเดินทางท่องเทียวแดนโสมในวันที่ 5 วันนี้ออกจะดูสะดวกสบายในเรื่องของการเดินทางมากกว่าวันที่ผ่านๆมา เพราะโปรแกรมทั้งหมดในวันนี้ล้วนอยู่ภายในโซลทั้งสิ้น เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยทัวร์พระราชวังเก่า 2 แห่งด้วยกัน อันที่จริงพระราชวังเก่าในกรุงโซลนั้นมีอยู่ 5 แห่งแต่หลังจากปรึกษาหารือกับ จีฮุน รีเซปชั่นสาวไกด์กิตติมศักดิ์ของเราระหว่างปาร์ตี้เมื่อคืน ก็ได้ความว่าพระราชวังที่น่าสนใจและพอจะมีอะไรให้ดูอยู่บ้างก็ได้แก่ พระราชวังชางด็อก และพระราชวังเคียงบก
เราเดินลัดเลาะหลบลมหนาวลงใต้ิดินมาพบกับเพื่อนอีก 2 คน ที่ันัดเเนะกันไว้เเล้วตั้งเต่เจอที่ร้านเมียงดงทงคัตสึคืนก่อน ว่าวันนี้เราจะไปเที่ยวโซลด้วยกัน หลังจากทักทายประสาสะกันชั่วครู่หนึ่งก็จับรถไฟไปลงที่สถานี Anguk ออกทางออกที่ 3 เดินต่อไปอีกประมาณร้อยเมตรก็มาถึงพระราชวังชางด็อก เสียค่าเข้าชม 3000 วอน สภาพอากาศในวันนี้หนาวมากหิมะที่พื้นส่งความเย็นผ่านรองเท้าขึ้นมาที่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ เราใช้เวลาสำรวจไปรอบๆบริเวณไม่นานนัก เพราะนอกจากสถาปัตยกรรมแล้วก็เเทบจะไม่ค่อยมีอะไรให้ดูให้ชมเท่าใด อันที่จริงพระราชวังนี้เขามีบริการไกด์ภาษาอังกฤษนำเที่ยวแต่ต้องรอเวลาเป็นรอบๆ รอบเเรกเริ่ม 11.00 น. เผอิญว่าเราไปถึงเช้าจึงเลือกเดินชมด้วยตนเองอาศัยข้่อมูลจากแผ่นพับภาษาอังกฤษที่มีเเจกอยู่ด้านหน้าทางเข้าเป็นตัวช่วย
คงเพราะไม่มีคนนำทางและในหนังสือนำเที่ยวจากเมืองไทยเองก็บอกเพียงรายละเอียดที่มาที่ไปเพียงเล็กน้อย สร้างเมื่อไร สมัยใครเป็นพระราชา บราๆๆๆ…ไอ้เราก็เลยเดินกันสะเปะสะปะไปตามแผนที่ว่าอาคารนี้คือพระที่นั่ง อาคารนี้คือตำหนักพระราชา ก็ว่ากันไป อันที่จริงการชมพระราชวังในเกาหลีมันก็เหมือนกับที่เราไปเที่ยวอยุธยา สุโขทัย ไปดูปราสาทเก่าๆ ไปดูเอาสถาปัตยกรรม อย่าไปเข้าใจว่าจะเหมือนทัวร์พระราชวังในยุโรปที่นอกจากอาคารสถานที่ยังมีมัณฑนศิลป์ มีเครื่องราวชามไหล มีโต๊ะตู้เตียงตั่ง มาตั้งวางให้ดูเก๋ๆ พระราชวังในเกาหลีไม่มีหรอกครับ มีเพียงตัวตึกอาคารโล่งๆ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นซากปราสาทอย่างของไทย ถ้าจะให้ใกล้เคียงที่สุดก็คงพระราชวังต้องห้ามของจีนนั่นแหละครับ ที่ด้านหลังพระราชวังชางด็อกมีวังเล็กๆอีกแห่งติดกันคือพระราชวังชางยอง ซึ่งการเข้าชมต้องเสียค่าเข้าชมเพิ่มซึ่งพวกเราลงความเห็นว่าไม่ไปดีกว่าเพราะเวลาจำกัดและจากข้อมูลที่ได้มาจากจีฮุน ก็มิได้กล่าวถึงพระราชวังนี้แต่อย่างใด
เราใช้เวลากับพระราชวังชางด็อกไม่นานนักถ่ายภาพเป็นที่ระทึกกันพอหอมปากหอมคอก็เดินกลับออกมาทางเก่าเพื่อไปขึ้นรถไฟไปพระราชวังเคียงบกเป้าหมายถัดไปของการเดินทางในวันนี้ ระหว่างทางแวะหลบหนาวเข้าซุปเปอร์เล็กๆให้เขามีแซนวิชทำสดๆสไตล์เกาหลี อย่ากระนั้นเลยสั่งมากินกันคนละชิ้นรองท้องเป็นอาหารเช้า กินเสร็จก็มุดลงใต้ดินนั่งรถไฟอีกป้าย มาลงที่สถานี Gyeongbokgung ชื่อเดียวกับพระราชวังนั่นแหละครับ ออกทางออกที่ 5 เพื่อชมพระราชวังเคีบงบกสนนราคาค่าตั๋ว 3000 วอน (ซึ่งสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลีที่อยู่ในบริเวณเดียวกันได้ด้วย) ระหว่างที่เราไปถึงกำลังมีการแสดงโชว์สับเปลี่ยนเวรยามของทหารพอดิบพอดีเลยถือโอกาสชักภาพกันไปตามระเบียบ เมื่อการแสดงจบลงก็เดินปรี่เข้าไปด้านใน ถ้าเทียบบรรยากาศพระราชวังนี้กับชางด็อก ที่นี่ออกจะคึกคักมากเสียหน่อย นัยว่าเป็นพระราชวังที่สำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดในโซล ทั้งยังเป็นเเลนด์มาร์คที่กรุ๊ปทัวร์ทั้งเกาฯทั้งเทศมาลง(แอบเห็นคนไทยอยู่หลายกลุ่มเหมือนกัน) เด็กนักเรียนทั้งรุ่นเล็กรุ้นใหญ่เดินกันมาเป็นกลุ่มให้ขวักไขว่
การเข้าชมพระราชวังเคียงบกออจจะสะดวกเสียหน่อยเพราะแม้แต่ในหนังสือนำเที่ยวสัญชาติไทยส่วนใหญ่ก็จะเขียนรายละเอียดเอาไว้มากว่าจุดไหนน่าสนใจบ้าง เราก็เพียงแต่หาแผนที่แจกฟรีซักอันแล้วมองหาว่าจุดเหล่านั้นมันอยู่ส่วนไหนของพระราชวังนี้ สำหรับผมพระตำหนักกลางน้ำฮานวอนจองเป็นจุดที่ชอบที่สุดในพระราชวังนี้ ไม่ใช่เพราะขนาดแต่เำพราะความสวยงามของมันเวลาตั้งอยู่กลางน้ำ ขนาดว่าวันที่เราไปน้ำโดยรอบจะกลางเป็นน้ำแข็งไปแล้ว แต่อาคารทรงหกเหลี่ยมหลังเล็กๆก็ยังโดดเด่นสะท้อนแสงอาทิตย์โดยมีภูเขาพูกันซานเป็นฉากหลัง งามแต้ๆก๊า
ถ่ายภาพรตรงนู้นนิดตรงนี้หน่อยแล้วก็เดินลัดเลาะไปที่พิพิธภัฑ์พื้นบ้านเกาหลีที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ถ้าจ่ายค่าเข้าชมที่ด้านหน้าพระราชวังเคียงบกมาแล้วก็สามารถเข้าชมได้ฟรี ในพิพิธภัณ์นอกจากความอบอุ่นจากฮีตเตอร์แล้วก็ยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติเกาหลี มีเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันของคนเกาหลีในสมัยโบราณ มีอาคารบ้านช่องจำลองวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อนให้ได้ชม นอกจากนั้นก็มีพวกสมบัติต่างๆที่เก็บมาจากพระราชวังมาเอาตั้งโชว์ให้ได้ดูกันด้วย
สมควรแก่เวลาเราก็ออกจากพิพิธภัณฑ์โดยใช้ประตูด้านข้าง หารู้ไม่ว่านั้นคือหายนะที่ทำให้ต้องเสียเวลาหิ้วท้องไปเดินหาร้านอาหารในตำนาน
มื้อเที่ยงในวันนี้เราตั้งใจกันว่าจะไปกินอาหารเมนูในตำนาน “ไก่ตุ๋นโสม” ที่นับวันหาร้านที่ทำขายน้อยลงในโซลแม้คุณจะซื้อทัวร์ไปเที่ยวเกาหลีก็ไม่ใช่ว่าทุกโปรแกรมจะพาไปกิน เอาเป็นว่ามันเริ่มกลายเป็นตำนานไปเล็กๆก็ว่าได้ จากคำบอกเล่าของจีฮุน รีเซ็ปชั่นสาวไกด์กิตติมศักดิ์ประจำทริปของเรา แกบอกเราว่าจากสถานี Gyeongbokgung ทางออกที่ 3 จะมีร้านไก่ตุ๋นโสมร้านดังอยู่ร้านหนึ่ง ให้ลองถามคนแถวนั้นดูใครๆก็รู้จัก แถมยังเขียนภาษาเกาหลีเป็นชื่อร้านประกอบชื่อเมนูลงกระดาษโพสอิทไว้ให้เราแผ่นหนึ่งเป็นยนต์นำทาง ไอ้ชื่อร้านหน่ะอ่านไม่ออกแต่ชื่อเมนูพอรู้มาบ้างว่าเรียกว่า ซัมเกทัง ในภาษาเกาหลี
ที่นี้เรื่องมันก็มีอยู่ว่าพระราชวังเคียงบกนั้นมีอณาบริเวณกว้างขวางและมีทางเข้า ทางออกหลายได้หลายทาง แต่ทางออกที่จะพบกับสถานีรถไฟใต้ดินนั้นมีทางเดียวคือทางด้านหน้าที่เราเข้ามานั่นเอง ถ้าเราเดินย้อนกลับไปออกทางออกนั้นก็จะสะดวกโยธิน แต่เผอิญดันเดินมาออกที่ประตูด้านข้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ทำให้เกิดอาการหลงขึ้นมาหน่อยๆ พอจับทางได้ก็เดินลัดเลาะกำแพงพระราชวังเพื่อไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน เพื่อนผมสองคนที่นัดมาเที่ยวด้วยกันเมื่อเช้าก็ขอแยกตัวไปเที่ยวกันสองต่อสองสไตล์คนมีความฮัก เห็นว่าจะไปเล่นเสียวกันแถวล็อตเต้เวิร์ล ส่วนพวกเราที่เหลือในฐานะที่ผ่านจุดเสียวกันมาแล้วก็เดินหน้าตะลุยโซลตามแผนเดินกันต่อไป
ระหว่างทางเราชักไม่แน่ใจ เลยถามไถ่เส้นทางจากคนเกาหลี ที่เผอิญเดินสวนกันมาเเต่งสูทผูกไทกันมาเป็นกลุ่มคงจะทำงานออฟฟิศหรือไม่ก็นักธุรกิจทำนองนั้น ไอ้เราก็โชว์แผ่นยันต์ไก่ตุ๋นโสมให้ดู พี่แกก็งงๆนึกไม่ออกเหมือนกันว่าร้านอยู่ตรงไหน เลยควักไอโฟนออกมาเปิดแผนที่ เสิร์จลงไปให้เราดู พอเริ่มจับทางได้ก็ขอบคุณ คัมซา อำลากันไป พอเราเดินกันต่อมาอีกหน่อยก็วกกลับมาจากทางเข้าที่เราเข้ามานั่นเองเป็นอันว่าจะตรงนี้ก็เจอสถานี Gyeongbokgung เหมือนว่าเรื่องจะจบมุดลงใต้ดินออกทางออก 3 แล้วที่นี้จะไปทางไหนต่อกันหล่ะนี่ เราก็เดิน เดินและก็เดินกันไปเรื่อยพอเห็นป้ายเเว่บนึกว่าใช่ก็เลี้ยวเข้าไปในซอย อ่าวป้ายแม่งก็ชี้มาทางนี้แล้วไหนร้านหล่ะเนี่ย ตัดสินใจเดินไปถามลุงเจ้าของร้านขายผลไม้แถวนั้น แกก็บอกว่าไปทางนั้นแหละเดินไปอีกเราก็เดินไปอีกหน่อยเห็นประตูไม้ดูท่าทางโบราณคงจะใช่ละวะ กำลังจะเคาะดูลุงแกเอ่ะใจเดินมาเห็นรีบบอกว่าไม่ใช่ๆ จากนั้นแกก็เดินพาเราไปถึงร้านไก่ โถคนเกาหลีเขามีน้ำใจจริงๆ พูดไม่รู้เรื่องก็ภาษามือ ภาษามือไม่รู้ก็ภาษาตีนพาเดินไปเลยนั่นแหละ
พอมาถึงร้านก็หาที่นั่ง ได้ที่ก็สั่งอาหารกันมาเลยเอาไก่ตุ๋นโสมมาห้าที่กินมันคนละตัวนั่นโลด สะใจดี ร้านนี้เป็นร้านค่อนข้างใหญ่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีที่ลืมถามว่าอ่านว่าอย่างไร เอาเป็นว่าถ้าอยากมาลองลิ้มชิมรสไก่ตุ๋นโสมในตำนานก็เดินทางมาที่สถานีรถไฟใต้ดิน Gyeongbokgung ออกทางออกที่ 3 เดินตรงมาประมาณสี่ร้อยเมตร เิดินเข้าซอยนิดนึง หรือจะถามคนแถวนั้นว่า “ซัมเกทัง” รับรองถึงร้านแน่ๆ
ถึงแม้ว่าเราจะมาถึงบ่ายคล้อยไปแล้วแต่ผู้คนก็ยังแน่นร้านและทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ขายดิบขายดีจริงๆ รออยู่พักใหญ่ๆไก่ที่สั่งก็มาเสิร์ฟ หน้าตามันเหมือนแกงจืดชามโตๆน้ำขาวๆ ในชามโตใบนั้นมีไก่นอนแต่นิ่งอยู่ตัวหนึ่ง ในท้องไก่มีข้าวเหนียว มีโสมชิ้นย่อม และเมล็ดเเตงโม เวลากินถ้าจะให้ได้รสถูกปากคนไทยควรเต็มเกลือพริกไทยอีกนิด แกล้มกิมจิอีกหน่อยก็คล่องคอขึ้นเยอะ ด้วยขนาดไก่ที่เสิร์ฟมาทั้งตัวก็พอดีอิ่มสำหรับหนึ่งท่าน(ขนาดกระเพาะปรกติ) สนนราคาอาจฟังดูแพง ตกชามละเหยียบหมื่นวอน เป็นเงินไทยก็ประมารสามร้อย ถามว่าแพงมั้ย ถ้าคิดว่าค่าครองชีพเกาหลีสูงกว่าบ้านเรา บวกความเป็นตำนานของเมนูนี้ก็ทำให้จ่ายได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจนัก
หลังมื้อเที่ยง(บ่าย)ในตำนานก็ออกเดินทางกันต่อ นั่งรถใต้ดินไปลงสถานี Gwanghwanmun เข้าสู่โหมดวอคกิ้งทัวร์กันยาวๆซักรอบ เราเริ่มต้นที่ Gwanghwanmun plaza ลานกว้างขนาดใหญ่ มีรูปปั้นอนุเสาวรีย์พระเจ้าเชจง กษัตริย์องค์ที่ 4 ของราชวงค์โชซอน ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานนั้นด้านหลังมองเห็นประตูพระราชวังเคียงบกได้ในระยะไกล ภายใต้ลานกว้างนั้นมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับชีวประวัติของพระเจ้าเซจง ข้อแนะนำให้ลงไปดูเค้าทำออกมาได้โก้เก๋ เอาเป็นว่าถ้าได้เดินลงไปชมจะต้องหยุดดูกันเลยก็เเล้วกัน
ตอนแรกผมก็หลงนึกว่าพระเจ้าเซจงแกคงเป็นปฐมกษัตริย์ก่อตั้งกรุงโซลหรืออะไรทำนองนั้นแต่เปล่าเลยครับ จริงแล้วพระ้เจ้าเซจงเป็นกษัตริย์องค์ที่ 4 ของราชวงค์โซชอลแต่ได้รับยกย่องเป็นมหาราช(เกาหลีมีหมาราชแค่ 2 พระองค์) ที่ท่านได้รับการย่องยกเพราะเป็นผู้ประดิษฐอักษรฮันกึล และยังทำนุบำรุงการศึกษา สร้างนาฬิกา สร้างหอดูดาว อันนี้เท่าที่พอจำได้จากนิทรรศการด้านล่าง ดูๆแล้วก็คล้ายๆกับพ่อขุนรามคำแหงบ้านเรา ประมาณหนึ่ง
จาก Gwanghwanmun plaza เดินต่อลงมาเรื่อยจะพบกับคลองซองเกชอน คลองนี้อยู่คู่กรุงโซลมาหลายร้อยปีแต่ภายหลังทรุดโทรมลงไปมาก มีสิ่งปฎิกูลและน้ำเน่าเสีย จนกระทั่งปี 2003 ทางการก็เข้ามาบูรณะจนคลองกลับมาใส่สะอาดและเปิดให้ันักท่องเที่ยวได้ยลโฉมปี 2005 ตลอดสองฝั่งคลองยาวหกกิโลเมตรจะมีทางเดิน ช่วงบ่ายๆเย็นๆเรื่อยไปจนค่ำจะมีผู้คนมาเดินเล่นกันทั้งนักท่องเที่ยวและคนเกาหลีเอง ที่หัวถนนตัดกับคลองบริเวณนั้นจะมีอนุเสาวรีย์หอยหลอด ตั้งม้วนเป็นเกลียวสีสันสะดุดตาตั้งไว้ป็นสัญลักษณ์
เราเดินเรื่อยเปื่อยชมความงามของคลอง ตลอดเส้นทางมีการสะพานทั้งไม้บ้าง ปูนบ้าง หินบ้าง ที่ใต้สะพานบางแห่งก็มีการจัดนิทรรศการรูปถ่ายเอาไว้ กิ๊บเก๋อย่าบอกใครเชียว เราเดินกันมาได้สี่สะพานมาขึ้นถนนที่สะพานไม้สีแดงชื่อแปลกว่า Gwanggyo เิดินขึ้นเหนือไปตามถนน Ujeonggungno พอถึงสถานีรถไฟ Jonggak ก็จะพบกับ หอระฆังโบชินกัก ที่ไม่ได้เปิดให้เข้าชม ตรงกันข้ามถนนกั้นเป็นตึกชงโน ตึกโครงสร้างเหล็กกรุกระจกดูทันสมัยรูปทรงกระบอกในหนังสือนำเที่ยวบอกมี millenium plza แหล่งช็อปปิ้งทันสมัย เเต่เราก็ไม่ได้ลองเดินลงไปดูเพียงชักภาพกับตัวตึกแต่ภายนอกเท่านั้น เดินขึ้นเหนือไปเรื่อยๆก็จะพบว่าตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยพระพุทธรูป ตลอดจนเครื่องราง ของขลัง ของบูชา เซ่นไหว้ วางขายทั้งเบกะดินและในร้านคา้เต็มไปหมด พอเดินมาได้ซักพักมองข้ามฝากถนนไปจะมีวัดพุทธอยู่วัดหนึ่งชื่อวัด โชเกซา (Jogyesa) เลยถือโอกาสข้ามถนนลองเข้าไปชมดู ภายในอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพทุธเจ้า 3 พระองค์ตามคติความเชื่อฝั่งมหายาน คนเกาหลีทั้งหญิงชายเข้ามาสวดมนต์ไหว้พระกัน บางคนนั่งสมาธิก็มี สำหรับนักท่องเที่ยววัดนี้อาจจะไม่โดดเด่นหรือมีชื่อเสียงเท่าไรแต่สำหรับเราที่เป็นชาวพุทธการได้มาวัด ได้ขอพรพระแถมได้หลบลมหนาวก็ช่วยปรับอารมณ์ได้ดีทีเดียว
นั่งพักน่องรับลมอุ่นพอหายเหนื่อยก็กราบลาพระเดินออกจากวัด ข้ามถนนกลับมาเดินขึ้นหนือไปอีกซักหน่อยก็เจอกับหัวถนนย่านอินซาดง (Isadong) ตรงหัวมุมถนนั้นมี อนุเสาวรีย์พู่กันตั้งอยู่เป็นสัญลักษณ์ให้พอนึกออกว่าแถวนี้มีอะไร ตลอดสองข้างทางมีร้านรวงขายของที่ระลึก งานศิลปะ แกลลอรี่ ร้านอาหาร ร้านเหล้า ร้านกาแฟ จึงไม่แปลกที่จะมีทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเกาหลีทั้งหนุ่มสาว หรือผู้ใหญ่มาเดินกันให้ขวักไขว่ไปหมด เราก็เดินกันมาเรื่อยเเวะร้านนู้นบ้างร้านนี้บ้าง ของที่ระรกแต่ละร้านก็น่าซื้อไปหมด เดินมาประมาณกลางซอยฝนก็โปรยลงมาเล็กๆเราก็เลยเดินหลบเข้าไปในห้างๆหนึ่ง มารู้ที่หลังตอนเห็นชื่อว่า Ssamziegil ตอนมาเปิดเจอในหนังสือนำเที่ยวอีกเล่มหนึ่ง ห้างนี้ที่เก๋อยู่อย่างคือเขาออกเป็นให้ตัวอาคารเป็นเหมือนบันไดเวียนทรงสี่เหลี่ยมถ้าคุณเดินจากชั้นหนึ่งจะรู้สึกว่าพื้นนั้นมันไม่ระนาบแต่ชันนิดๆขึ้นไปเรื่อยๆวนไปชั้นที่สองสาม และสี่ มารู้ตัวอีกทีอยู่ชั้นบนได้โดยไม่ต้องขึ้นบันได ในห้างก็มีร้านขายของแนวๆทั้งเสื้อผ้า งานศิลปะ และร้านกาแฟ เราก็เดินไปถ่ายรูปไป แวะดูของร้านนั้นร้านนี้ แล้วเดินกลับออกมาที่ถนนกลางอีกครั้ง เดินต่อไปอีกนิดท้องชักจะโหยฝนก็โปรยไม่ยอมหยุดเราเลยแวะร้านกาแฟอีกร้านหนึ่งนั่งกินกันจริงๆจังๆ เลยทีนี้จิบชาไปดูแผนที่ไป เม้าท์กันไปไฮโซชียวคุณ แต่พอคิดเงินค่าเสียหายเท่านั้นแหละถึงได้รู้ว่ามูลค่าการจิบชาชิมกาแฟของคนแถวนี้หนักเอาการอยู่เชียว
เป้าหมายต่อไปของเราคือไปดูโชว์ Jump ที่ได้ไหว้วานจีฮุนให้จองที่นั่งเอาไว้ให้ตั้งแต่สองสามวันก่อนหน้านี้ เเละเนื่องจากเราไม่รู้ว่าไอ้โรงละครนี้มันอยู่ส่วนไหนของโลก จึงได้ให้จีฮุนหาเส้นทางให้แกก็เขียนมาให้เราเพียงว่าจากสถานี Jongno3 สาย 5 ทางออก 3 เเล้วให้ถามคนแถวนั้นเอา เมื่อเราไม่รู้แน่ชัดว่ามันอยู่ที่ตรงไหนก็เลยต้องทำตามคำบอก เผอิญเดินมาจากอินซาดงเห็นป้ายเขาชี้ว่าทางไปสถานี jongno3 ของสาย5 ไปทางนั้นก็เดินไปตามทางพอไปถึงสถานีก็เดินมุดลงไปหาทางออก 3 อ้าว..ฉิบหายงานเข้าก็ไอ้ทางที่เราพึ่งเดินลงมานี่แหละทางออก 3 แล้วไอ้โรงละคร jump มันอยู่ตรงไหนละทีนี้ ลองมองหาดูในแผนที่ของสถานีก็ไม่เจอ มองซ้ายมองขวา เอาว่าเข้าไปถามคนเกาหลีดู ไปเจอพ่อลูกคู่หนึ่งลูกสาวพอจะพูดอังกฤษได้เลยกางหนังสือให้ดูรูปว่าเราจะไปดู jump น้องก็ร้องอ๋อพยักหน้าหงึกๆว่ารู้จักโชว์แต่ไม่รู้ว่าโรงละครอยู่ตรงไหน
ขณะนั้นเองกลุ่มของเราเริ่มเป็นที่สนใจจากชาวเกาฯลุงอีกคนเดินเข้ามาสมทบของหนังสือไปดูก่อนที่แกจะหยิบโทรศัพท์มากดถามทางจากเบอร์โรงละครที่เผอิญมีอยู่ในหนังสือนำเที่ยวพอดี ถามไปถามมาแกก็วางสายหันมาบอกทางกับเราว่าให้กลับขึ้นไปด้านบนเดินตรงไปเรื่อยๆเจอร้านเบอร์เกอร์คิงแล้วเลี้ยวซ้ายเราก็ทำตามคำบอกพอ เดินๆมาเจอเเยกเจอเบอร์เกอร์คิงเลี้ยวซ้าย เดินต่อไปอีกซักพักก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเจอโรงละคร เลยเข้าไปถามเด็กวัยรุ่นที่เดินผ่านมาน้องเขาก็บอกว่าต้องเดินย้อนกลับไปทางนู้นเอ้าไปกันใหญ่ เราก็เดินย้อนกลับมาอีกโดยมีน้องเด็กเดินนำใจก็นึกว่าน้่องคงจะพาเดินไปที่ไหนได้แวะร้านแมคโดนัลเฉย อ่าวทำไงทีนี้เราก็เลยลองเดินต่อไปอีกสุดท้ายก็ได้่เจอกับโรงละคร jump โดยบังเอิญ ฮ่วย…
พอถึงโรงละครก็เข้าไปรับตั๋วตามที่จองไว้รอบสองทุ่มเสร็จแล้วก็เดินไปหาอะไรกินก่อนการแสดงจะเริ่ม อันที่จริงแล้วจากแผนพับที่ได้มาจากโรงละครนั้นหากจะเดินทางมาทางรถไฟใต้ดินต้องมาลงที่สถานี Jongno3 สาย 1 ออกทางออก 15 ก็จะใกล้ที่สุด แต่เราดันไปถูกสถานีแต่ผิดสายผิดทางออกเลยพานหลงเอาดื้อ หรือเดินจากอินซาดงเดินมาจนสุดถนน ตัดเข้าซามิลโล(Samiilo) ก็จะเจอโรงละครไ้ด้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก และยังสามารถเดินเลาะตามคลองซองเดชอนมาขึ้นถนนซามิลโลก็สะดวกไปอีกแบบ
เราเดินแกร่วหาร้านกินข้าวเหลือบไปเห็นฝั่งตรงข้ามมีซอยลึกเข้าไปดูท่าทางจะมีร้านอาหารอยู่หลายร้าน จึงลองเดินข้ามถนนไปหาร้านดู เดินเข้าซอยไปมีร้านเนื้อย่างอยู่เจ้า เผอิญมีป้าคนหนึ่งยืนเเจกใบปลิวโฆษณาชวนน่ากินเลยลองเเวะเข้าไปในร้านดู พอนั่งเสร็จพนักงานก็เอาเครื่องเคียงมาเสิร์ฟ เเต่พอดูเมนูอ้าวมีแน่เนื้อทั้งนั้น หมูมีเมนูเดียวคือซัมกิบซา สามชั้นย่างเลยลาภปากข้าพเจ้ากับเพื่อนอกีคนที่ทานเนื้อได้ อีกสามไม่กินเนื้่อก็กินสามชั้นหมูกันไปตามระเบียบ กินเสร็จก็รีบเดินข้ามถนนกลับมาที่โรงละครเตรียมตัวดูโชว์
สำหรับ Jump หลายคนคงพอรู้จักกันมาบ้างแล้วจะหนังเรื่อง กวน มึน โฮ เขาใช้ชื่อการเเสดงว่าเป็น Comic martial arts performance ก็ผสมผสานทั้งศิลปะการป้องกันตัวกับละครตลกเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งมันทั้งฮาคุ้มค่าบัตรที่ 40000 วอนก็แล้วกัน
โชว์จบประมาณสามทุ่มครึ่ง พอเดินออกมาก็พบว่าโชว์นี้นอกจะเป็นที่นิยมของชาวไทยที่มีมาดูกันเป็นกรุ๊บแล้ว ยังมีญี่ปุ่น และจีน ส่วนฝรั่งนั้นน้อยกว่ามาก แม้จะค่ำมืดแล้วแต่สำหรับโปรแกรมหฤโหดวันนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ มาเกาหลีทั้งทีก็ต้องตระเวณราตรีให้ได้อรรถรสชาวเกาฯกับเขาบ้าง ตามคำบอกเล่าของจีฮุนอีกตามเคยว่าย่านที่เที่ยวกลางคืนนั้นก็เห็นจะมี Hondae เป็นย่านฮอต มีร้านอาหาร ผับ บาร์ให้เลือกมากมาย การเดินทางก็เเสนสะดวกสบายนั่งรถไฟใต้ดินสาย2 มาลงที่สถานี Hongik Univ. ออกทางออกไหนก็ได้เดินไปเถอะทุกตรอกทุกซอกทุกซอยมีร้านรวงให้เลือกตามรสนิยม
เรานัดกับเพื่อนอีกสองคนที่แยกไปเสียวยามบ่ายที่ล็อตเต้ว่าจะมาเจอกันที่สถานีรถไฟนี้ตอนสี่ทุ่ม พอไปถึงก็รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มา แต่ดูจากปริมาณคนที่เข้าออกสถานีก็พอจะบอกได้ว่าย่านนี้มันคึกคักเอามากๆจริงๆ พอเพื่อนยังไม่มาก็เลยลองไปเดินสำรวจกันก่อน ร้านค้าร้านอาหารเยอะมาก คนมาเดินก็เยอะมากเช่นกันและล้วนเแต่เป็นวัยรุ่นทั้งรุ่นเล็กคอซองไปจนวัยมหาลัย แต่ที่เห็นแปลกอยู่ย่างคือตามร้านเหล้าคลับบาร์นั้นคนน้อยมากทั้งที่ปาเข้าไปจะห้าทุ่มอยู่แล้ว ผิดกับร้านอาหารที่ยังมีแขกมาใช้บริการกันคับคั่ง พอรู้มาบ้างว่าคนเกาหลีนั้นเที่ยวกันดึก(มาก)คนจะเยอะตามผับบาร์ก็นู่เลยเที่ยงคืนและนั่งยาวกันไปจนสว่าง โต้รุ่งยันเช้า และจะเที่ยวกันหนักๆก็ศุกร์เสาร์เท่านั้น วันธรรมดาจะไม่คึกคักเท่า
เดินไปซักพักผมก็ได้รับโทรศัทพ์จากสองเพื่อนที่เรารออยู่ (ยังดีที่เปิดโรมมิ่งไว้) ที่คลาดกันเพราะเพื่อนมันดันไปเดินหาโทรศัพท์ตู้อยู่นานสองนานกว่าจะเจอและโทรมาหา (แม่งดันเสือกไม่เปิดโรมมิ่ง) ผมก็เลยเดินไปรับที่สถานีรถไฟพอมาเจอกันได้ก็เลือกร้านที่จะนั่ง มันสำคัญตอนนี้แหละดูทรงร้านแต่ละร้านข้างนอกดูดี เดินเข้าไปดู เอ๊ะเงียบกริบ….. เิดินไปเดินมาจนสุดท้ายไปจบที่ ร้าน Ho…Bar!!! เดินลงไปชั้นใต้ดินคนคึดคักพอสมควร เอาวะนั่งที่นี่มันนี่หละ แม้คนจะเยอะแต่กลับมีแต่คนมานั่งดื่มกันอย่างจริงจังไม่เจอใครลุกขึ้นมาเต้นซักคนทั้งที่เพลงก็ได้อยู่ หรือว่าร้านนี้มันร้านนั่งห้ามเต้นก็ไม่รู้
พนักงานสาวสวยเอาเมนูมาให้ดู โอ้โหราคาเครื่องดื่มมันแพงไม่ใช่เล่น เบียร์ไฮเนเก้นขวดเล็กบ้านเราขวดละสามสิบกว่าบาท ที่นี่ขาย 6000 วอน คิดเป็นเงินไทย 180 บาทแม่เจ้า……แต่เอาเถอะสั่งกินให้หายแค้น ดื่มกันไปคนละขวดสองขวดเหลียวซ้ายเเลขวาซึมซับบรรยากาศพอหอมปากหอมคอแล้วก็แยกย้ายกันกลับเมื่อใกล้ตีสอง ตอนมาหน่ะมาง่ายเพราะมีรถไฟแต่ตอนกลับนี้ต้องทำใจเพราะเที่ยงคืนรถไฟหมดกลับได้ทางเดียวคือแท็กซี่ แถมยามดึกอย่างนี้เท็กซี่เจ้ากรรมไม่ค่อยง้อลูกค้าไม่ยอมกดมิเตอร์จะเรียกเราเป็นเงินตกลงกันก่อนขึ้นรถ เราก็บอกจะไปแถว Euljiro4 เฮียก็บอก 20000 วอน เราพอรู้มาว่าจากตรงนั้นจีฮุนบอกถ้านั่งแท็กซี่มาประมาณ 16-17 หมื่น เอาวะออกรถเลยเฮีย ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงที่พัก จบทริปหฤโหดมันส์อยู่ในโซลแบบเต็มๆวันไว้แต่เพียงเท่านี้….ราตรีสวัสดิ์



























อยากไปอยู่แต่ไม่รู้จะไปไง แต่พออ่านอันนี้อยากไปขึ้นมาแล้ว
เดี๋ยวอาทิตย์จะไปเที่ยวดู
เที่ยวให้สนุกนะครับ