20 steps princess   Leave a comment

1

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นไม่ต่างจากนวนิยายคลาสสิคยุคเก่า ที่ปราสาทสวยงามหลังโตกลางป่าลึก มันใหญ่โตเกินกว่าที่จะมีใครซักคนอาศัยอยู่เพียงลำพังแต่ทั้งปราสาทก็มีเพียงเจ้าหญิงแสนสวยอยู่องค์หนึ่ง ปราสาทแห่งนี้มีชื่อว่าปราสาทหงส์ขาวเพราะบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยทะเลสาบที่มีหงส์ขาวอาศัยอยู่จำนวนมาก ไม่มีใครรู้ว่าทำไมปราสาทแห่งนี้ถึงได้มาตั้งอยู่ในที่ห่างไกลจากผู้คนเช่นนี้มันยังคงเป็นปริศนาเช่นเดียวกับข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดเจ้าหญิงผู้เลอโฉมถึงได้อาศัยอยู่ที่นี่ ไม่มีใครรูว่าชื่ออันแท้จริงของเจ้าหญิงผู้เลอโฉม คนทั่วไปที่ได้พบเห็นเธอต่างพากันเรียกขานตามความงามของเธอว่า “อีสวย”

เจ้าหญิงอีสวยไม่เคยออกไปไหนเลย เธออุดอู้ขังตัวเองอยู่บนหอคอยบนปราสาทหงส์ขาวตลอดเวลา จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีจากปีเป็นหลายๆปี จนมาบัดนี้เธออายุได้สิบแปดปีแล้ว พ่อแม่ของเธอตายลงเมื่อสามปีก่อนทั้งคู่ได้ยกปราสาทหลังนี้ให้ตกเป็นของสาธารณะ ทางรัฐฯจึงได้เปิดให้ผู้คนได้เข้าชม รายได้จากการเข้าชมปราสาทส่วนหนึ่งถูกเก็บเอาไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของเจ้าหญิงอีสวยตามคำขอในพินัยกรรมของพ่อแม่ของเธอ

หลังจากปราสาทถูกเปิดได้ไม่นานชื่อเสียงของเจ้าหญิงอีสวยก็ขจรขจายไปทั่ว ผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วสาระทิศเพื่อเข้าชมปราสาท หลายคนมาเพื่อชมความงามของเจ้าหญิงอีสวย ใบหน้าของเธอถูกนำมาทำเป็นของที่ระลึกทั้งที่รองจาน แก้วน้ำ โปสการ์ด หรือแม้กระทั่งแผ่นรองเม้าส์ก็มี เลยคนตั้งคำถามว่าเหตุใดเจ้าหญิงผู้เลอโฉมจึงไม่ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกอย่างคนปรกติทั่วไป ครั้งหนึ่งเคยมีข่าวลือว่าเจ้าหญิงอีสวยเป็นปอบจึงเก็บตัวเงียบเวลากลางวันแล้วถอดหัวออกไปหากินขี้ในเวลากลางคืน แต่หลังจากที่รายการเกี่ยวกับผีและวิญญาณหลายรายการได้มาทำการพิสูจน์ตั้งกล้องอินฟาเหรดรอบปราสาทอยู่หลายคืนก็ไม่พบว่าเจ้าหญิงอีสวยจะถอดหัวบินออกมาซักครั้ง ข่าวลือเรื่องปอบจึงค่อยๆเงียบหายไป

ทุกวันที่ 21 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันเกิดขององค์หญิงอีสวย (ตามที่ได้เเจ้งเกิดไว้กับทางอำเภอ) เจ้าหญิงจะออกมาทีระเบียงบนหอคอยเพื่อให้ผู้คนที่มาเฝ้ารอได้ชมความงามของเธอ แต่ 21 มิถุนายนปีนี้แตกต่างออกไปจากทุกคราว องค์หญิงเตรียมการที่จะพูดอะไรบางอย่างกับประชาชน มีการเตรียมถ่ายทอดสดไปทั่วทุกมุมโลก

เมื่อเช้าวันนั้นมาถึง เจ้าหญิงอีสวยแต่งตัวในชุดกระโปรงสุ่มไก่สีขาวยาวถึงพื้น เธอย่างก้าวออกมาที่ระเบียงทันทีที่ประตูเปิดออก เธอโบกมือที่สวมด้วยถุงมือสีขาวยาวถึงศอกอย่างสง่างาม เธอเกล้าผมสีดำยาวของเธอเอาไว้ใต้มงกุฎคริสตัลทรงแหลมสูง เข้ากับสร้อยชวาลอฟกี้ทรงน้ำหยดที่เธอสวมใส่ เธอเดินมาหยุดที่ไมค์ที่ตั้งอยู่ริมระเบียง เสียงประชาชนที่มารอฟังเงียบลงเหลือแต่เพียงเสียงลมที่พัดอ่อนผ่านไปบางเบา

เจ้าหญิงอีสวยหยิบกระดาษใบเล็กขึ้นมา “สวัสดีพี่น้องที่รักยิ่งของเรา เราขอขอบคุณที่ท่านทั้งหลายที่มาร่วมแสดงความยินดีกับเราเนื่องในโอกาสวันเกิดปีที่สิบแปดของเรา เมื่อไม่นานมานี้เราได้ทราบข่าวจากทางโทรทัศน์ที่ลงเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเรา เราขอบอกความจริงกับท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ว่า เรา…ไม่ใช่ปอบ….ขอย้ำเรา…..ไม่ใช่ปอบ และเนื่องในโอกาสอันดีเช่นนี้ เราขอที่เล่าถึงเหตุผลที่เราอยู่ที่นี่ให้แก่ท่านทั้งหลายได้ฟัง…….ย้อนกลับไปเมื่อสิบเก้าปีที่แล้วมารดาของเราได้ตั้งครรภ์ทันทีที่บิดาของเราทราบเรื่อง ท่านได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองภายในหมู่ญาติมิตรอันมีอยู่น้อยนิดเต็มที ทุกอย่างดูจะราบรื่นดีแต่แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น พระนางวูดูญาติห่างๆของเราแค้นใจที่ไม่ได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงฉลองในวันนั้น เมื่อนางรู้ข่าวจึงได้ส่งตุ๊กตาวูดูมาเป็นของขวัญ แต่แท้จริงแล้วมันคือคำสาปที่สาปแช่งเรา……” เจ้าหญิงอีสวยยกมือซ้ายขึ้นมาซับน้ำตาทีหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

“คำสาปวูดูนั้นมีว่าเมื่อเราเกิดมาแล้วจะมีสิริโสมที่งดงามเกินผู้ใดเปรียบ แต่หาได้เดินได้เกินยี่สิบก้าวไม่ หากก้าวเท้าต่อแม้เพียงหนึ่งจักเขาสู่ภวังค์นิทรา จวบจนนาฬิกากุ๊กกูบอกเวลา 11 และ 5 จึงตื่นขึ้นในทันใด ต้องอยู่เพียงลำพังบนหอคอยที่สูงใหญ่ ประตูถูกปิดไว้จะเปิดได้ด้วยกระดิ่งวิเศษบนยอดสูงแห่งแดนเรา” คำพูดของเจ้าหญิงทำให้ประชาชนโดยรอบส่งเสียงอื้ออึงไปทั้งบริเวณ

“ท่านคงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเราจึงต้องอาศัยอยู่ที่นี่ และเนื่องในโอกาสอันดีเช่นนี้เราขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายว่าเรามีความยินดีที่จะแต่งงานกับชายผู้ใดก็ตามที่สามารถช่วยเราออกไปจากที่นี่และถอนคำสาปวูดูให้แก่เราได้ เราจะขอรอคอยด้วยความหวัง……สวัสดี” เจ้าหญิงอีสวยยกมือขึ้นโบกกับประชาชนอีกครั้งก่อนหลังกลับเดินเข้าไปในหอคอย……………..

.

.

.

2

“กลับมาสู่ช่วงสุดท้ายของรายการตีสิบเอ็ด วันนี้ผมได้รับเกียรติจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์วูดูผู้ที่จะมาให้คำตอบเราเกี่ยวกับคำสาปเจ้าหญิงอีสวย…………………………………”

“คุณสอระย้วยครับ..ผมเป็นด๊อกเตอร์เชื่อผมสิมันไม่มีหรอกวูดงวูดูอารายนั่น….มันเรื่องนิทานหลอกเด็ก..”

“เช้านี้เวลาเก้านาฬิกาเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุรถชนหลายสิบคันบนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายตะวันตก คาดว่าเกิดจากสภาพอากาศที่มีหมอกลงหนาแน่น อีกทั้งปริมาณรถจำนวนมากที่ต้องการเดินทางไปปราสาทหงส์ขาวทำให้รถติดเป็นทางยาวกว่าสิบกิโลเมตร…………….”

“”เมื่อเราเกิดมาแล้วจะมีสิริโสมที่งดงามเกินผู้ใดเปรียบ แต่หาได้เดินได้เกินยี่สิบก้าวไม่ หากก้าวเท้าต่อแม้เพียงหนึ่งจักเขาสู่ภวังค์นิทรา จวบจนนาฬิกากุ๊กกูบอกเวลา 11 และ 5 จึงตื่นขึ้นในทันใด ต้องอยู่เพียงลำพังบนหอคอยที่สูงใหญ่ ประตูถูกปิดไว้จะเปิดได้ด้วยกระดิ่งวิเศษบนยอดสูงแห่งแดนเรา” เรามาวิเคราะห์กันดีกว่านะครับว่าปริศนาคำสาปวูดูนี่มันคืออะไรกัน…….”

วันเวลาผ่านไปเจ็ดปีเร็วเกินคิด

เรื่องราวของเจ้าหญิงอีสวยเงียบหายไปพร้อมกับกาลเวลา เจ้าหญิงยังคงออกมารับการอวยพรจากประชาชนที่มารอชมความงามของเธอทุกวันที่ 21 มิถุนายนของทุกปี อันที่จริงในช่วงปีแรกๆนั้นผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ต่างพากันไปพิสูจน์ความคลังของคำสาปวูดูแต่ก็หามีใครซักคนไม่ที่สามารถช่วยเจ้าหญิงออกมาจากหอคอยได้ จนนานเข้าผู้คนต่างพากันล้มเลิกความคิดที่จะช่วยเจ้าหญิงออกมารวมถึงตัวเจ้าหญิงเองก็เช่นกัน เธอเริ่มท้อแท้กับการที่จะได้ลิ้มลองอิสรภาพที่เห็นอยู่เพียงแค่เอื้อม แต่เธอยังคงรอคอยอย่างอดทนด้วยความหวังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด

จะว่าไปแล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกือบจะมีคนช่วยเจ้าหญิงอีสวยออกมาได้ ย้อนกลับไปเมื่อสามปีที่แล้วนายเรืออากาศผู้หนึ่งขับเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่เหนือท้องฟ้าเขาคิดที่จะใช้บันไดลิงห้อยลงมาเพื่อให้เจ้าหญิงปืนขึ้นมา แต่แล้วอนิจจาเกิดฟ้าฝ่าหน้าร้อนตอนกลางวันลงที่เฮลิอปเตอร์ลำนั้นจนตกลงระเบิดไม่เหลือชิ้นดี หลายคนบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ บางคนบอกเป็นเรื่องของความเฮี้ยนของคำสาปวูดู แต่ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ที่แน่ๆบริเวณที่ฮอตกนั้นมีการสร้างศาลเพียงตาเอาไว้ เคยมีคนไปขอหวยแล้วถูกรางวัลที่ 1 สร้างความฮือฮา เลยกลายมาเป็นจุดท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งให้นักท่องเที่ยวได้มาขอโชคขอลาภไป

ที่ระดับความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลบนยอดเขาจู้งเฟรา ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศสวิสเซเลียและสูงที่สุดของทวีปยูโรป้า ผู้คนมากมายต่างพากันขึ้นไปชมความงามของยอดเขา หลายคนพกอุปกรณ์การเล่นสกีติดไม้ติดมือไปด้วย รถไฟเคลื่อนตัวอย่างช้าๆเพื่อจอดที่สถานีสุดท้ายบนยอดเขา “สถานีปลายทางจู้งเฟราจอช กรุณาตรวจเช็คสัมภาระของท่านก่อนลงจากรถ ขอบคุณที่ใช้บริการ” เสียงประกาศแทรกขึ้นระหว่างเสียงเซ็งแซ่ของคนบนรถไฟ

เจิด ชายหนุ่มร่างบางเดินแบกเป้ใบย่อมลงจากรถ เขาขึ้นลิฟต์จากสถานีขึ้นไปอีกหลายชั้นเพื่อไปสัมผัสความงามบนยอดเขา เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกเขามุ่งหน้าออกไปด้านนอก หิมะขาวโผลสุดลูกหูลูกตายอดเขาตั้งตระง่านอยู่เบื้องหน้า เขาสูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่นัยว่าจะเก็บรายละเอียดในทุกสัมผัสอณูอากาศที่อยู่รอบตัว กระแสลมแรงพัดโหมเข้ามาราวกับว่าจะหอบหิ้วเอาร่างของเขาขึ้นไปในอากาศ ด้วยอุณหภูมิกว่าลบ 20 องศาเซลเซียสมากพอที่จะทำให้น้ำมูกไหลออกมาอย่างไม่ตั้งใจ เขาดื่มด่ำกับความเย็นอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับเข้ามาในตัวอาคารเพราะทนความหนาวเหน็บไม่ไหว สิ่งที่เขาทำอย่างสุดท้ายก่อนลงมาจากที่นั่น คือเดินไปที่ร้านขายของที่ระลึกเพื่อหาซื้อของบางอย่างที่เขาคิดว่าจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

เจิด เป็นเจ้าชายของเมืองเล็กๆอันไกลโพ้น ที่ปราสาทหงส์แดงบ้านของเขานั้นไม่มีหิมะ ไม่มีแม้กระทั่งหน้าหนาว พ่อเขาตั้งชื่อของเขาตามนักฟุตบอลที่เก่งกาจคนหนึ่งส่วนตัวเจ้าชายเจิดนั้นฝีมือการเล่นฟุตบอลไม่ได้เศษเสี้ยวส้นเท้าของนักเตะที่เขาอาศัยใช้ชื่อตามเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงปราสาทของเขาที่ได้ชื่อว่าปราสาทหงส์แดงนั้นก็ไม่ได้เป็นเพราะที่นั่นมีหงส์แดงอาศัยอยู่จำนวนมากแต่อย่างใด เป็นพ่อของเขาเองนั่นแหละที่ตั้งชื่อปราสาทตามสัญลักษณ์ทีมดังที่นักเตะฝีมือเยี่ยมสังกัดอยู่ เป็นธรรมเนียมของเมืองโคกอีแร้งบ้านเกิดของเขา ชายหนุ่มเมื่ออายุครบยี่สิบห้าปีต้องออกเดินทางเพื่อหาคู่ครองและเขาไม่สามารถกลับบ้านเกิดได้อีกหากไม่ได้คู่ครองกลับมา สำหรับชายอื่นในเมืองต่างพากันเดินทางออกนอกเมืองไปเพียงเล็กน้อยเพื่อเสาะแสวงหาคู่ครองแต่สำหรับเจ้าชายเจิดแล้วเป้าหมายของเขาไกลกว่านั้นมากทีเดียว

“พ่อครับ ผมขอลาไปหาคู่ครอง ณ ดินแดนอันไกลโพ้น….” เจ้าชายเจิดพูด

“ลูกรักเจ้าจะไปที่ไหนกันเล่า……..” พ่อถาม

“ข้าจะเดินทางไปยังปราสาทหงส์ขาว เพื่อช่วยเจ้าหญิงอีสวยและนางจะเป็นคู่ครองของข้า………” เจ้าชายเจิดมีสีหน้าจริงจังแววตาของเขามุ่งมั่น

“มันจะไม่ไกลเกินเอื้อมไปหรือลูกรัก การเดินทางนั้นก็แสนยากลำบาก กว่าจะนั่งเรือบินไปถึงที่นั่นก็ใช้เวลากว่าครึ่งวัน ครึ่งคืน…อากาศก็ใช่ว่าจะอบอุ่นเหมือนเช่นดังบ้านเรา อาหารการกินนั้นก็ต่างกันลิบลับเจ้าจะทนอยู่ได้อย่างไรกัน”

“พ่อข้า สำหรับข้าแล้วสิ่งใดที่ได้มาโดยง่ายย่อมไร้ค่า แม้หนทางจะลำบากอย่างไรก็ไม่อาจขัดขวางความมุ่งมั่นของข้าได้”

“แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรื่องราวของเจ้าหญิงอีสวย แห่งปราสาทหงส์ขาวนั่นเป็นเรื่องจริง มันอาจเป็นเพียงมายาคติที่ฝรั่งตาน้ำข้าวปั้นแต่งเพื่อหลอกขายของให้กับเราก็ได้….”

“มันมิใช่เพียงเรื่องลวงโลกหรอกพ่อข้า นี่ไงอีเมล์เหล่านี้เป็นหลักฐาน ข้าค้นคว้าหาข้อมูลมาหมดแล้วปราสาทหงส์ขาวนั้นมีอยู่จริงเช่นเดียวกับเจ้าหญิงอีสวย ข้าได้ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์แฟนคลับเจ้าหญิงอีสวยมาแล้ว นี่ไงเรื่องราวที่ผู้ที่เคยได้ไปลองพยายามช่วยเจ้าหญิงอีสวยต่างมาลงบทความเเลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างมากมาย ด้วยข้อมูลเหล่านี้ข้าเชื่อแน่ว่าข้าต้องทำได้………”

“เอาเถิด…เห็นทีคงยากจะขัดใจเจ้า นี่เป็นทรัพย์สมบัติที่พ่อเตรียมที่จะยกให้เจ้าในวันที่เจ้าแต่งงานจงรับไปเถิดแล้วใช้มันเพื่อตามหาคู่ครองของเจ้า…..”

เจ้าชายเจิดรับมอบใบรายการทรัพย์สมบัติมากางออกดู มีทั้งโคเทียมเกวียน หอกเจ็ดสี ลูกปัดหิน และของมีค่าอื่นๆอีกมากมายของโคกอีแร้ง

“เจิดลูกข้า ก่อนที่เจ้าจะไปพ่อมีคำถามข้อหนึ่งอยากถามเจ้า…………หากแม้นว่าเจ้าช่วยองค์หญิงอีสวยได้จริงดั่งตั้งใจ แต่เจ้ากลับพบว่านางมิใช่คู่ครองที่แท้จริงของเจ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้วเจ้าจะทำเช่นไร”

“พ่อข้า ข้าเองก็จนปัญญาจะตอบคำถามนั้น ข้ารู้แต่เพียงว่าข้ามีความมุ่งมั่นตั้งใจและข้อสำคัญ ข้ามีความหวัง….ขอเพียงข้าได้ทำในสิ่งที่ข้าปรารถนาผลลัพธ์ปลายทางนั้นเป็นเพียงรางวัลปลอบใจ ชัยชนะรายทางต่างหากเล่าคือสิ่งที่ข้าต้องการ”

“หากเป็นเช่นนั้นข้าของอวยพรให้เจ้าจงโชคดี…..พ่อจะรอเจ้าที่ปราสาทหงส์แดงแห่งนี้”

“เช่นนั้นแล้ว ข้าพเจ้าขอทูลลา……..”

เจ้าชายเจิดขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ได้มา เขาได้เงินมาร้อยล้านล้านรูปู(รูปู เป็นสกุลเงินท้องถิ่นของโคกอีแร้ง)แต่เมื่อนำเงินไปแลกที่ธนาคารเป็นสกุลเงินสวิสเฟื้องแล้ว เงินที่ได้กลับเพียงพอเป็นค่าตั๋วเรือบินได้เพียงขาเดียวกับพ็อกเก็ตมันนี่อีกเล็กน้อยเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเจ้าชายเจิดไม่ สำหรับเขาแล้วในเวลานี้มีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่านั้นมาก

“มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ….” ชายชราเจ้าของร้านขายของที่ระลึกสอบถามลูกค้าหน้าใหม่ที่เดินเข้ามาในร้าน

“คุณพอจะบอกผมได้มั้ยครับว่า ผมจะหากระดิ่งสวิสเซอเลียได้ที่ไหน”

“เธอมาถูกที่แล้วหล่ะพ่อหนุ่ม……ร้านของฉันมีกระดิ่งสวิสเซอเลียให้เธอเลือกมากมายจนเธอคาดไม่ถึงเลยหล่ะ” ชายชราเดินนำทางเจ้าชายเจิดเข้าไปในร้าน “นี่ไง…….เลือกเอาเถิด เลือกชิ้นที่เธอถูกใจ”

เจิดเดินเลือกกระดิ่งอย่างเชื่องช้า เขาพินิจพิเคราะห์มันอย่างละเอียดทีละชิ้น ทีละชิ้น จนมาหยุดที่กระดิ่งชิ้นหนึ่ง มันเป็นกระดิ่งทองเหลืองสายคล้องทำจากหนังสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีขนสีขาว เขายกมันขึ้นเขย่าครั้งหนึ่งเสียงของมันดังกังวลจับจิตจับใจเขายิ่งหนัก เจิดเชื่อมั่นในลางสังหรณ์เขามั่นใจว่ากระดิ่งพวงนี้มันจะช่วยเติมเต็มความฝันของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

“ตาถึงมากพ่อหนุ่ม นี่เป็นกระดิ่งชิ้นสุดท้ายแล้ว รุ่นนี้ไม่มีการผลิตออกมาอีกแล้ว ฉันคิดว่ามันจะนำโชคดีมาสู่เธอย่างแน่นอน” ชายชราพูด

“งั้นผมขอซื้อชิ้นนี้แล้วกันครับ………”

เจิดวางกระเป๋าเป้ใบย่อมของเขาลงบนเคาว์เตอร์ เขาทยอยนำของหลายๆชิ้นออกมาเพื่อหากระเป๋าสตางค์ของเขา หนึ่งในนั้นเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่หน้าปกเขียนเอาไว้ว่า “ลายแทงพิชิตปราสาทหงส์ขาว เจ้าหญิงอีสวย” เจิดจ่ายเงินเรียบร้อยเขาอำลาชายชราเพื่อออกตามทำความฝันของเขา

“เฮ้อ……พวกหัวดำนี่มันโง่บรมเลย…………..”ชายชราบ่นพึมพำกับตัวเองหลังจากที่เจิดเดินจากไป

.

.

3

ผ่านไปสองวันหลังจากที่เจ้าชายเจิดลงจากจูงเฟร้า เขาเดินทางลัดเลาะไปตามเมืองต่างๆจนมาถึงปราสาทหงส์ขาว มันเป็นเวลาเย็นมากแล้วแต่บริเวณโดยรอบยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แสงแดดอ่อนสาดส่องมาทำให้ปราสาทมีสีชมพูแกมม่วง ตัดกับสีเขียวของใบสนที่แตกใบใหม่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ หอคอยเจ้าหญิงอีสวยมองเห็นได้แต่ไกลไม่มีใครรู้ว่าองค์หญิงทำอะไรอยู่ข้างในหอคอยนั่น “ชมปราสาทเชิญรับบัตรคิวด้านซ้าย…..ช่วยองหญิงเชิญรับบัตรคิวด้านขวา…” เสียงพนักงานต้อนรับตะโกนบอกแก่ผู้มาใหม่ เจิดไม่รอช้าเขาเร่งฝีเท้าเพื่อไปต่อคิวด้านขวาในทันที แถวสำหรับชายหนุ่มผู้ต้องการมาช่วยเจ้าหญิงทอดยาวตั้งแต่ปากประตูหอคอยเรื่อยไปตามแนวทางเดินวกวนไปมายาวกว่ากิโลเมตร

“เสียใจด้วยนะพ่อหนุ่ม เธอคงต้องมาใหม่วันพรุ่งนี้แล้วหล่ะ” หญิงชราผู้คอยแจกบัตรคิวพูด

“อ้าว….ทำไมหล่ะครับ…” เจิดสงสัย

“เธอมองไปที่แถวนั่นสิ…นี่ยังเหลืออยู่อีกว่าพันคิวเลยนะ กว่าจะถึงคนสุดท้ายก็ดึกมากแล้ว ที่นี่เปิดให้บริการถึงแค่สี่ทุ่มเท่านั้นจ๊ะ…มันเป็นกฎหมายหน่ะ สถานประกอบการห้ามเปิดเกินวันละ 12 ชั่วโมง………เอาไว้วันหลังเธอค่อยมาใหม่แล้วกันนะ”

“โอ้ว….ไม่นะ ได้โปรดเถิดครับผมเดินทางมาไกลเหลือเกิน เห็นใจผมเถิดครับ”

“ไม่ได้หรอกจ๊ะ….กฎต้องเป็นกฎ…” พูดจบหญิงชราก็นำโซ่มาคล้องที่ปากทางเข้าพร้อมป้ายตัวโตที่เขียนว่า “ปิด”

เจิดทรุดกายนั่งพักลงที่ตรงริมทางเดินนั้น ที่จริงแล้วมันดูไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยในเมื่อเขาได้เดินทางมาถึงที่นี่แล้วถ้าจะรออีกซักวันสองวันจะเป็นไรไป เจิดควรจะหาที่พักแล้วกลับมาในเช้าวันใหม่แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น เจิดเปิดกระเป๋าสตางค์ของเขาออกดู เขาพบกับปัญหาใหญ่เข้าเสียแล้ว เขาเหลือเงินติดกระเป๋าอยู่เพียงไม่กี่สวิสเฟื้อง อย่างว่าถึงเปิดโรมแรมนอนเลยแค่เพียงหาขนมปังกับซุปอุ่นๆกินซักถ้วยยังไม่รู้จะพอหรือไม่ “เงินหายไปไหนหมดวะ” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง

จะว่าไปแล้วเงินที่เขามีติดกระเป๋าก็ไม่ได้มากมายเท่าใดนัก เขารู้ข้อจำกัดข้อนี้ดีตั้งแต่แรกเพียงแต่เจิดไม่คิดว่ามันจะมาหมดลงในช่วงเวลาเร็วเช่นนี้ เขารื้อค้นเป้ใบน้อยดูอีกครั้งเพื่อหาอะไรที่พอจะกินได้บ้าง ค่ำวันนั้นเจิดมีเพียงช็อคโกแลตครึ่งแท่งกับน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวดเป็นมื้อเย็น เขาเอร็ดอร่อยกับอาหารมื้อนี้อย่างที่สุด มันคือรสชาติของอดุมการณ์อันแรงกล้าในตัวของเขา เขาดื่มด่ำกับรสชาติของมันจนถึงหยดสุดท้าย “ในที่สุดเราก็มาถึงที่นี่” เขาพูดกับตัวเอง

เจิดนั่งทบทวนความทรงจำดีที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางมายังปราสาทหงส์ขาวแห่งนี้ เขาได้พบกับเพื่อนใหม่ๆมากมาย ได้เห็นสถานที่แปลกๆใหม่ๆที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาหยิบสมุดไดอารี่ขึ้นมาเพื่อบันทึกอะไรบางอย่างที่เขาพึ่งนึกขึ้นได้

“19 มิถุนายน….มีเรื่องหนึ่งที่เกือบลืมไปแล้วสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ นึกขึ้นได้พอดีเลยต้องรีบจดเอาไว้ก่อน เมื่อคืนนี้หลังมื้อค่ำระหว่างที่เดินหาโรงแรมพักในเมืองเล็กๆที่มีชื่อว่ากามิซ ได้เจอกับลุงอ้วนผู้ใจดีโดยบังเอิญแกเชื้อเชิญให้ไปพักที่บ้านของแก หลังจากได้คุยกันพอสมควรจึงได้รู้ว่าลุงอ้วนมีเมียเป็นคนโคกอีแร้งบ้านเราเอง แต่เมียแกตายได้ห้าปีแล้วลูกชายคนเดียวของลุงแกก็ไปเรียนเสียต่างเมือง แกบอกว่าเห็นเราครั้งก็นึกถึงลูกชายขึ้นมาทันทีเลย เรานั่งคุยกันจึงดึกดื่นส่วนใหญ่จะเป็นลุงแกที่เป็นฝ่ายเล่าเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาของแก เราจะได้พูดบ้างก็แค่เล่าเพียงคร่าวๆว่าที่โคกอีแร้งมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อ่อ….พอลุงแกรู้ว่าเรามาที่นี่เพื่อจะมาช่วยเจ้าหญิงอีสวย แกถึงกับหัวร่องอหายจนท้องคดท้องแข็ง แกบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าหากจะมีใครที่สามารถช่วยเจ้าหญิงได้ก็คงมีคนช่วยเธอออกมาตั้งนานแล้ว คงไม่ต้องรอถึงแปดปีเพื่อให้เจ้าชายต๊อกต๋อยจากโคกอีแร้งมาช่วยหรอก แกเองก็เคยเป็นหนึ่งคนที่อยากจะพิชิตปราสาทหงส์ขาวแต่ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายแกก็อวยพรให้เราโชคดี รุ่งเช้าก่อนออกจากเมืองลุงขับรถมาส่งเราที่สถานีแกได้มอบของขวัญให้เราชิ้นหนึ่ง มันเป็นนาฬิกากุ๊กกูเรือนเล็ก ที่แกบอกว่าจำลองมาจากของจริงที่อยู่ในปราสาทหงส์ขาวเลยทีเดียว…….”

“ช่วยเซ็นรับพัสดุด้วยครับ……….” ชายร่างอ้วนในชุดบุรุษไปรษณีย์พยายามส่งเสียงปลุกเจิดให้ตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่

เจิดสลึมสลือลืมตาขึ้นมา เขาพบว่าตัวเองมานั่งหลับอยู่ที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่แจกบัตรคิว

“ช่วยเซ็นรับพัสดุด้วยครับ…..ผมจะรีบไป” ชายร่างอ้วนยื่นกระดาษใบหนึ่งให้เจิดเซ็น

เจิดรับมันมาเซ็นแล้วส่งคืนไป ชายร่างอ้วนส่งกล่องใบใหญ่ให้เจิดใบหนึ่ง กล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสใบนี้ใหญ่พอสมควรแต่บางเอามากๆทีเดียว ถ้ามองโดยผิวเผินคงคิดว่าเป็นกล่องพิซซ่าขนาดยักษ์เป็นแน่ ชายร่างอ้วนจากไปทิ้งให้เจิดนั่งงงอยู่ที่ตรงนั้น มันยังเป็นเวลาเช้าตรู่ เช้าเกินกว่าที่จะมีเจ้าหน้าที่มาทำงาน เจิดคิดว่าจะเก็บกล่องใบนี้เอาไว้รอจนเจ้าหน้าที่มาถึงเพื่อมอบต่อให้เขา

เจิดนั่งพินิจพิจารณากล่องใบนั้นอยู่นาน เขาสังเกตเห็นอะไรแปลกๆที่หน้ากล่องใบนั้น พัสดุนี้จ่าหน้าถึง “ปราสาทหงส์ขาว” เจิดรู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดผู้ส่งถึงได้เขียนชื่อผู้รับเป็นสถานที่ เมื่ออ่านต่อไปเรื่อยๆจนถึงบรรทัดสุดท้ายเขาก็ได้พบกับข้อความที่ทำให้เขาต้องฉงนเข้าไปอีก ข้อความด้านล่างเขียนว่า “ถึงใครก็ตามที่ได้รับพัสดุนี้จงรีบเปิดออกโดยด่วนทันทีที่พัสดุนี้ถูกส่งถึงปราสาทหงส์ขาว”

เจ้าชายเจิดตัดสินใจทำตามคำบอกที่เขียนเอาไว้บนกล่อง เขาคิดว่าอาจจะมีเรื่องสำคัญเร่งด่วนอะไรบางอย่างเป็นแน่ เมื่อเปิดกล่องออกดูเขาก็พบกับกระดาษสองใบกับกระด้งใบใหญ่อีกหนึ่งใบ เจิดยกกระดาษใบหนึ่งขึ้นมาดู

“ถึงใครก็ตามที่อ่านจดหมายจดฉบับนี้อยู่ นี่คือจดหมายจากจองกองมรดกของวูดู ว่าร่า ประเทศแอฟรีกาน่า ทางเราของแจ้งให้ทราบว่าเราพึ่งได้ค้นพบจดหมายฉบับนี้(ที่แนบมาด้วย) เมื่อไม่นานมานี้เอง วูดู ว่าร่า หรือที่รู้จักกันในนามคุณป้าวูดู เธอได้เขียนจดหมายฉบับนี้เอาไว้และเตรียมที่จะส่งตั้งแต่ยี่สิบห้าปีที่แล้ว แต่ทว่าท่านได้เสียชีวิตโดยที่ยังมิได้ส่งและไม่มีใครได้ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของจดหมายฉบับนี้ จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางกองมรดกได้เปิดบ้านของคุณป้าวูดูเพื่อให้สาธารณะชนได้ชม เราจึงได้พบจดหมายฉบับนี้ ทางเราจึงได้รีบจัดส่งมาให้แก่ปราสาทหงส์ขาวเป็นการเร่งด่วน”

เจิดรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาดเมื่ออ่านจดหมายฉบับแรกจบลง เขามีลางสังหรณ์ว่าจดหมายนี้คงจะมีความสำคัญกับเจ้าหญิงอีสวยเป็นแน่ เขารีบหยิบจดหมายฉบับที่สองขึ้นมาอ่าน

“จอชน้องรัก…..

เมื่อเธอเกิดสิริโสมที่งดงามเกินผูใดเปรียบ แต่หาได้เดินได้เกินยี่สิบก้าวไม่ หากก้าวเท้าต่อแม้เพียงหนึ่งจักเขาสู่ภวังค์นิทรา จวบจนนาฬิกากุ๊กกูบอกเวลา 11 และ 5 จึงตื่นขึ้นในทันใด ต้องอยู่เพียงลำพังบนหอคอยที่สูงใหญ่ ประตูถูกปิดไว้จะเปิดได้ด้วยกระด้งวิเศษบนยอดสูงแห่งแดนเรา

เธออาจกำลังแค้นเคียงในสิ่งที่พี่ทำกับลูกของเธอ ใจจริงแล้วพี่ไม่ได้ต้องการที่จะสาปแช่งลูกของเธอเช่นนั้นหรอก พี่เพียงต้องการให้บทเรียนแก่เธอที่ลืมญาติของเธอคนนี้ พี่มีข่าวดีมาบอกเธอ พี่ได้ส่งกระด้งมาให้ด้วยมันจะช่วยเปิดประตูหอคอยตามคำสาปของพี่ มันเป็นกระด้งวิเศษที่ผ่านการจากปลุกเสกจากหลวงพ่อบันได ลามะบนยอดเขาสูงในธิเบต

จอชน้องรัก พี่ยังมีข่าวร้ายที่จะบอกเธออีกข้อหนึ่ง พี่เผลอทิ้งสมุดบันทึกคาถาถอนมนต์คำสาปไปรวมกับหนังสือและกระดาษอื่นที่พี่ได้นำไปแลกไข่ไปเรียบร้อยแล้ว พี่ขอโทษจริงๆเธอจะเกลียดจะโกรธพี่อย่างไรพี่ยินยอม ลูกของเธอคงไม่มีทางที่จะเดินได้เกินยี่สิบเก้า พี่เสียใจด้วยจริงๆ ตอนนี้พี่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สุมดเล่มนั้นคืนมา พี่ยังเก็บไข่ไก่ที่แลกมาได้ไว้อยู่เพื่อเป็นหลักฐาน ขอเธอจงอย่าสิ้นหวัง แล้วจะรีบติดต่อมา

วูดู วาร่า”

เจ้าชายเจิดรีบเปิดกระเป๋าเป้เพื่อหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา เขาพลิกมันออกดูอย่างรับร้อน “โถ่…เจ้าหญิง อย่างนี้เองถึงไม่มีใครช่วยเธอได้” เจิดบ่นพึมพำ เขารีบเก็บข้าวของแล้ววิ่งไปที่ประตูหอคอยเขาพบความจริงที่ว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่จะเปิดประตูปราสาทหงส์ขาวได้ไม่ใช่”กระดิ่ง” แต่เป็น “กระด้ง” ด้วยเหตุนี้เองจนไม่มีใครสามารถช่วยเธอออกมาได้เพราะทุกคนล้วนคิดว่าต้องใช้กระดิ่งในการเปิดประตูหอคอย “โถ่เจ้าหญิง….” เจิดยังคงพึมพำกับตัวเอง

เมื่อถึงหน้าประตูหอคอยเจ้าชายเจิดยกกระด้งขึ้นกวัดแก่วง ทันใดนั้นก็เกิดหมอกควันขึ้นคละคลุ้งไปทั้งบริเวณ ประตูไม้บานใหญ่หน้ากว่าสิบนิ้วเปิดออกอย่างเชื่องช้า เจิดรีบวิ่งขึ้นไปตามทางบันไดวนสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป สองพันสี่ร้อยสิบเก้าขั้น เขาวิ่งเหมือนคนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความพยายามของเขาใกล้สำเร็จ เป้าหมายของเขาใกล้เข้ามาแล้ว……

เพียงชั่วอึดใจ เจิดก็ขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของหอคอย เจ้าหญิงอีสวยหลับใหลอยู่บนที่นอนหนานุ่ม เจิดทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆเตียงของเจ้าหญิงอีสวย เขาอยากปลุกเธอเหลือเกินเขาอยากให้เธอได้อ่านจดหมายทั้งสองฉบับที่เขาถืออยู่ในมือ เจิดเอื้อมมือไปจับมือของเจ้าหญิงอีสวย เขาสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มเหมือนสัมผัสของแม่เมื่อตอนเขายังเด็ก ใบหน้าของหน้าเจ้าหญิงยังคงสวยแม้ในเวลาหลับ ความงามของเจ้าหญิงอีสวยสะกดเขาราวต้องมนต์ ความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดเหือดหายไป เขาเผลอโน้มตัวไปจูบเธอ

เจ้าหญิงอีสวยตื่นขึ้น เจิดตกใจรีบยกตัวขึ้นเขารู้สึกระอายใจเหลือเกินที่ล่วงเกินเจ้าหญิง “ให้อภัยข้าด้วยเถิดเจ้าหญิงความงามของเจ้าสะกดข้าราวต้องมนต์”

“ท่านเป็นใครกัน……….. เหตุใดจึงสามารถขึ้นมาบนนี้ได้ ….หรือท่านคือผู้ที่จะช่วยเราสู่อิสรภาพ……..บอกข้าเถิดหากเป็นเช่นนั้น” เจ้าหญิงอีสวยรู้สึกตื่นเต้น เธอไม่เคยได้พบปะกับใครในระยะใกล้เช่นนี้มาก่อน

“รับนี่ไว้เถิดแล้วเจ้าจะเข้าใจทุกอย่าง…….” เจิดส่งจดหมายสองฉบับให้เจ้าหญิงอ่าน

เจ้าหญิงอีสวยรับมันมาอ่านแต่โดยดี “โถ่….ป้าวูดู ทำไมท่านถึงทำกับเราเช่นนี้…….โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม…..ไม่ยุติธรรมเลย” เจ้าหญิงเริ่มร้องไห้ เธอรู้สึกเศร้าใจกับความโชคร้ายของตน

เจิดรู้สึกเสียใจตามเจ้าหญิงอีสวยไปด้วย เขาเข้าไปกอดเธอไว้ในอ้อมแขน “โลกนี้ยังมีความไม่ยุติธรรมอีกมากเจ้าหญิงที่รัก แม้คำสาปยังไม่ถูกถอนแต่อย่างน้อยท่านก็ได้รับอิสรภาพ หากเจ้ามัวเศร้าเสียใจในสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ชีวิตของเจ้าจะเดินหน้าได้อย่างไร”

เจ้าหญิงผลักเจิดออก “ท่านไม่เข้าใจหรอก แม้ข้าได้มาซึ่งอิสรภาพแต่อิสรภาพของข้านั้นไกลแค่เพียงยี่สิบฝีก้าวเท่านั้นเอง นี่หรือที่ท่านเรียกว่าอิสระภาพ..”

เจิดนิ่งไปเขาไม่รู้จะโต้แย้งข้อกังขาของเจ้าหญิงอีสวยอย่างไรได้ แต่เเล้วในเสี้ยวความคิดเจิดก็คิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง…..

.

.

.

4

“สายวันนั้นเจ้าหน้าที่ประจำปราสาทมาถึงที่ทำงานพร้อมกับพบว่าหอคอยที่เคยถูกปิดตายบัดนี้ถูกเปิดออก ภายในนั้นว่างเปล่า ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าหญิงอีสวยหายตัวไปได้อย่างไร มันยังคงเป็นปริศนาตราบจนถึงทุกวันนี้ เอาหล่ะ นิทานจบแล้วหลับได้แล้วจ๊ะลูกรัก” ชายหนุ่มพูด เขาลุกจากเก้าอี้ ก้มลงไปจูบเด็กหญิงที่หน้าผากที่หนึ่ง “ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ….”

“เดี๋ยวสิคะพ่อ………แล้วเจ้าชายช่วยเจ้าหญิงออกมาได้ยังไงหล่ะคะ” เด็กหญิงขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง

ชายหนุ่มจับตัวเธอโน้มลงนอนดังเดิม “มันเป็นความลับของจักรวาลจ๊ะ……………..” ชายหนุ่มยิ้ม

“พ่ออ้า………..บอกหนูหน่อยสิค้า หนูสัญญาจะเก็บมันเป็นความลับ.” เด็กหญิงรบเร้า

ชายหนุ่มโน้มตัวไปใกล้เด็กหญิงและกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูเธอ

“จริงหรือคะพ่อ………..”  ชายหนุ่มพยักหน้า

“ทำอะไรกันอยู่จ๊ะสองพ่อลูก………….” หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาให้ห้อง

“เอาหล่ะ….นอนได้แล้วเด็กดีของพ่อ…..” ชายหนุ่มพูด

“แม่จะปิดไฟแล้วน้า……..” หญิงสาวเดินไปปิดโคมไฟที่หัวเตียง ก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากเด็กหญิงครั้งหนึ่ง

ชายหนุ่มและหญิงสาวเดินออกจากห้องไป

“18 19 20………….” หญิงสาวหยุดเดิน เธอหันมามองที่ชายหนุ่ม เขาพยักหน้าให้เธอ หญิงสาวกอดแขนเขาไว้แล้วก้าวเท้าต่อไปอีกหนึ่งก้าว เธอสลบไปในทันทีทั้งที่ยังยืนเกาะแขนชายหนุ่มอยู่ ชายหนุ่มดูไม่มีทีท่าตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาล้วงไปในกระเป๋ากางเกงหยิบนาฬิกากุ๊กกูเรือนเล็กขึ้นมา เขาไขลานมันให้เข็มสั้นเดินไปที่เลข 11 บนหน้าปัดนาฬิกา เสียงกุ๊กกู กุ๊กกูดังขึ้นจากนาฬิกาเรือนนั้น หญิงสาวตื่นขึ้นในทันใด ทั้งสองออกก้าวเดินอีกครั้ง

“1…2..3….4….” เธอเริ่มนับก้าวที่เดิน

“พอเถอะที่รัก ไม่ต้องนับแล้วหล่ะ….” ชายหนุ่มก้มตัวเล็กน้อยเพื่ออุ้มเธอเอาไว้ในอ้อมแขนทั้งสองของเขา

“ไม่เป็นไรฉันเดินเองได้น่า………ลำบากคุณป่าวๆ” หญิงสาวพูด

“ลำบากอะไรกันเล่า……..สองพันกว่าขั้นลงจากหอคอยผมก็เคยอุ้มคุณมาแล้วนะ………………….”

“จ้าพ่อคนเก่ง…………” เธอยิ้มหวานให้เขา

——————–จบ—————————————————————————–


Posted May 21, 2009 by torword

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.