Tor-word Weblog


Love is timing.
June 13, 2009, 1:55 pm
Filed under: Uncategorized

ความรักเป็นเรื่องของเวลา

เวลาที่มักจะสายไปเสมอ

มันคงจะดีถ้าเรารู้ว่าควรจะทำอะไร เมื่อไหร่

มันคงจะดีถ้าเราสามารถเวลาย้อนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต

แต่ในความเป็นจริงเวลาก็เหมือนสายน้ำที่ผ่านไปแล้วไม่เคยไหลย้อนกลับ

ถึงจะมีนาฬิกาก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเราก็ยังไม่รู้ “เวลา” อยู่นั่นเอง



Letter
May 22, 2009, 1:25 pm
Filed under: Uncategorized

สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเองซักนิดนึงก่อนนะครับพี่ ผมชื่อมานะครับผมอายุ 22 ปีหลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมีชื่อในกรุงก็กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนอกครับ ตอนนี้ผมยังหางานทำไม่ได้เลยครับคงเพราะเศรษฐกิจไม่ดี จริงๆแล้วผมก็ไปสมัครอยู่หลายที่เลยนะครับแต่ก็ยังไม่เห็นมีทีไหนเรียกไปสัมภาษณ์ซักที แต่ที่ผมเล่ามาทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับจุดประสงค์ที่ผมเขียนเมลมาหาพี่หรอกนะครับเพียงแต่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยที่จะสนทนากับคนแปลกหน้าที่ได้ไม่รู้จักกันมาก่อนน่ะครับ ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเเนะนำตัวเองให้พี่ได้รู้จักผมบ้าง

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมขอเข้าประเด็นเลยแล้วกันนะครับ เรื่องมีอยู่ว่าผมได้ไปซื้อดีวีดีมาแผ่นหนึ่งจากร้านขายหนังแผ่นในห้างสรรพสินค้า เรื่องความสุขของกะทิครับผมอยากดูเรื่องนี้มาตั้งแต่ที่หนังเข้าโรงแล้วครับที่อยากดูก็เพราะว่าผมได้มีโอกาสอ่านตอนที่ยังเป็นหนังสือรู้สึกสนุกดีเลยอยากรู้ว่าเค้าเอามาทำเป็นหนังแล้วจะเป็นยังไง ตอนนี้หนังสือเล่มนี้ที่ผมซื้อมาก็หายไปแล้วครับเพราะเพื่อนยืมไปแล้วให้คนอื่นยืมไปอีกทีจนตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยครับว่าอยู่ที่ใคร แผ่นที่ผมซื้อมาน่าเป็นแผ่นจริงนะครับเพราะมีกล่องใส่เรียบร้อยแล้วก็มีตราประทับที่ด้านหลังไม่ใช่แผ่นปั้มไก่กาที่เค้าก๊อปขายกัน พอผมกลับมาถึงบ้านก็ลองเปิดดูกับเครื่องเล่นดีวีดี เล่นไม่ได้ครับ พยายามอยู่หลายครั้งเครื่องก็ขึ้นว่าเออเร่อตลอด ทั้งที่หนังแผ่นอื่นๆก็ดูได้ตามปกติ ในตอนนั้นผมจึงสันนิษฐานว่าคงจะโดนแผ่นผีย้อมแมวมาหลอกขายกันแน่ๆ อย่างไรก็ดีผมยังไม่หมดความพยายามผมเลยลองนำแผ่นไปเปิดกับโน้ตบุ๊คของผมดู

อ้อ..ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตอธิบายเกี่ยวกับเจ้าโน้ตบุ๊คของผมซักเล็กน้อยนะครับ ผมใช้เครื่องยี่ห้อ เอเซอร์ รุ่นเทรเวิลเมท 3210 เป็นเครื่องเก่าครับซื้อได้หลายปีแล้วผมเคยเอาเครื่องไปลงวินโดว์ใหม่มาแล้วสองครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เอง วินโดว์ที่ผมลงใหม่เป็นวินโดว์ เอ็กพี 2008 ครับ ผมไม่ได้ลงเองหรอกนะครับไปให้ที่ร้านเค้าลงให้ นอกจากวินโดว์แล้วทางร้านก็ยังได้ลงโปรแกรมต่างๆให้ผมอีกพอสมควรอย่างเช่นโปรแกรมเนโร โปรแกรมแอนตี้ไวรัส อะไรทำนองนี้อ่ะครับ  รวมเบ็ดเส็ดแล้วค่าบริการสามร้อยบาทครับพี่คิดว่ามันแพงไปมั้ยครับ โดยส่วนตัวผมถือว่าเป็นราคาที่ยอมรับเพราะถ้าผมลงวินโดว์เองอันดับแรกผมก็ต้องไปหาซื้อแผ่นโปรแกรมมาก่อนซึ่งราคาก็คงประมาณร้อยสองร้อยบาทแล้ว เมื่อรวมกับค่าเสียเวลาที่ผมต้องลงวินโดว์ด้วยตัวเองและค่าเดินทางเพื่อไปหาซื้อแผ่นโปรแกรมมาอีกก็คงจะใกล้เคียงกับสามร้อยบาที่ต้องจ่ายอยู่ดี

ผมจึงตัดสินใจให้ทางร้านลงวินโดว์ใหม่ให้ตอนที่เอาโน้ตบุ๊คไปให้ที่ร้านผมก็เอาแผ่นไดรฟ์เวอร์ที่มากับเครื่องตั้งแต่ตอนที่ซื้อเครื่องมาใหม่ๆไปให้เค้าด้วย เพราะคราวก่อนที่ผมลงวินโดว์ใหม่ด้วยตัวเองนั้นผมได้รับคำแนะนำจากที่ศูนย์เอเซอร์ว่าโน้ตบุ๊คนั้นเมื่อลงวินโดว์ใหม่จะต้องลงไดรฟ์เวอร์ใหม่ด้วย แต่ที่ร้านเค้ากลับใช้วิธีการแบล็กอัพไดรฟ์เวอร์ทั้งหมดของผมเก็บเอาไว้ในฮาร์ดไดรฟ์ดีแล้วจึงลงวินโดว์ใหม่ในฮาร์ดไดรฟ์ซีแทนการมาลงไดรฟ์เวอร์จากแผ่นซีดีหลังการลงวินโดว์ครับ ซึ่งผมก็พบว่าการใช้งานระบบต่างๆก็เป็นปกติดีครับ

ผมขอกลับมาที่เรื่องความสุขของกะทิอีกครั้งนะครับ หลังจากที่ผมไม่สามารถเปิดเล่นแผ่นจากเครื่องเล่นดีวีดีได้ผมได้ลองนำมาเปิดกับโน้ตบุ๊คของผมด้วยโปรแกรมพาวเวอร์ดีวีดีผลปรากฎว่าสามารถเปิดดูได้แต่เสียงกับกระตุกอยู่ตลอดเวลาจนน่ารำคาญ ไม่ทราบว่าอย่างนี้เกิดจากสาเหตุอะไรครับพี่ เป็นเพราะการลงไดรฟ์เวอร์ด้วยวิธีแบ็กอัพแทนการลงจากแผ่นหรือเปล่าครับผมควรลงไดรฟ์เวอร์ใหม่อีกครั้งด้วยการลงจากแผ่นไหมครับหรือว่าควรจะลงวินโดว์ใหม่เลย หรือว่าปัญหามันเกิดจากทางร้านลงพาวเวอร์ดีวีดีให้ผมมาไม่สมบูรณ์ แล้วถ้าผมลงโปรแกรมพาวเวอร์ดีวีดีใหม่ผมจะหายไหมครับ แล้วถ้าต้องลงใหม่จริงผมจะหาโปรแกรมพาวเวอร์ดีวีดีได้จากที่ไหนได้บ้างครับนอกจากการไปซื้อแผ่นโปรแกรม พี่พอจะแนะนำเว็บไซต์ที่แจกโปรแกรมให้ดาวน์โหลดได้ฟรีให้ผมได้ไหมครับ หรือว่าจริงๆแล้วปัญหาอยู่ที่แผ่นหนังที่ผมซื้อมาเป็นแผ่นปลอมจริงๆพี่พอจะมีวิธีตรวจสอบได้มั้ยครับว่าแผ่นที่เราซื้อมานั้นจะดูอย่างไรว่าเป็นแผ่นปลอมหรือแผ่นแท้ ถ้าเป็นแผ่นปลอมผมจะเอาไปคืนทางร้านได้ไหมครับคือตอนนี้ใบเสร็จผมก็ทิ้งไปแล้วอ่ะครับ วานพี่ช่วยไขข้อข้องใจให้ผมด้วยนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

ปล.ผมลองเปิดแผ่นอีกครั้งด้วยโปรแกรมวินโดว์มีเดียครับปรากฎว่าดูได้ตามปกติภาพชัดเสียงไม่กระตุกเลยครับ ถ้าพี่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ขอแนะนำครับหนังสนุกดี (ถึงแม้ว่าจะชวนง่วงนอนไปซักหน่อย)



dog doesn’t care
May 20, 2009, 2:48 pm
Filed under: Uncategorized

หมาเมิน

เวรแล้วกรู……………แม้เเต่หมายังเมิน

หรือมันอยากจะดูดบุหรี่วะเนี่ย



heart
May 19, 2009, 4:28 pm
Filed under: Uncategorized
vongdeung, koh samet

vongdeung, koh samet

.

.

บ่ายวันเสาร์ที่อ่าววงเดือน เกาะเสม็ด

กับความพยายามเอาสิ่งต่างมาประกอบเป็นรูปหัวใจซักดวง

หัวใจของผมมันดูไม่สมประกอบ เพราะมันคือการรวมตัวของสิ่งที่ดูไม่ค่อยจะเข้ากัน

แต่นั่นมันก็ไม่สำคัญ ตราบใดที่เรายังมองมันในภาพรวมและเห็นว่ามันคือ “หัวใจ”

ครั้งหนึ่งผมเคยได้รับรูปทำนองนี้ ในตอนนั้นผมมองไม่เห็นความสำคัญของมัน

มาถึงเวลานี้กลับเป็นผมที่อยากทำมันขึ้นมาเสียเอง

เพราะใจดวงเก่าของผมมันได้หายไปเสียแล้ว

.

.

.

.

.

.

ขอมอบใจดวงนี้แด่ความรักที่ไม่สมประกอบ



pantip.com : E7839762
May 10, 2009, 4:54 pm
Filed under: Uncategorized

พอดีไปอ่านกระทู้หนึ่งเข้าในห้อง blueplanet เว็บพันทิพย์ เห็นชื่อกระทู้ ดินเนอร์ที่ เสม็ด…แบบไหนเซอร์ไพร์สสุดๆ รีบเข้าไปอ่านเลยเพราะอยากจะรู้เหมือนกัน แต่อ่านๆไปเจอความเห็นหนึ่ง อ่านแล้วรู้สึก เอ่อ…..ฮาหว่ะ เกรียนได้จิต เค้าเม้นว่า


“เซอร์ไพรส์หรือครับ ก็….
1. สั่งปูนึ่ง ได้ ข้าวขาหมู >_<”
2. ไปสั่งอะไรก็ได้ ร้านค้าบอกว่ามี รอไปสองชั่วโมง ร้านบอกหมด >_<”
3. เดินทางไปร้านที่แนะนำ ไปตั้งไกล ร้านปิด >_<” “

ที่มา : http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E7839762/E7839762.html



Cat
May 8, 2009, 5:23 pm
Filed under: Uncategorized

แฟนต้าตื่นขึ้นยามบ่ายวันหนึ่งที่อากาศร้อนระอุ แดดที่สาดลงมากระทบหลังคาสังกะสีเตี้ยๆในครัวทำเอาอากาศภายในอบอ้าวอย่างน่าตกใจ แฟนต้ายืนยืดขาทั้งสี่ของมันจนตัวของมันโก่งขึ้น ขนลุกตั้งชันตามประสาเเมวบิดขี้เกียจ ไม่มีอะไรตกถึง

ท้องของมันกว่าสัปดาห์แล้ว ก่อนนี้ยายมาเจ้าของบ้านเล็กๆหลังนี้เคยแบ่งข้าวคลุกน้ำปลาให้มันได้อาศัยประทังชีวิตอยู่เนืองๆ แต่หลังจากการมาของลูกชายของยายมาเมื่อหลายวันก่อนทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

“เฝ้าบ้านให้ชั้นด้วยนะแฟนต้า” เสียงของยายมายังก้องอยู่ในความทรงจำของมัน ยายมาออกเดินทางไปกับลูกชายส่วนคำถามที่ว่ายายมาจะไปที่แห่งใดนั้นก็ยากเกินสติปัญญาของมันที่จะคิดออก มันเดินไปเลียน้ำที่แห้งเหลือติดก้นขันแก้กระหาย

ก่อนจะหันไปสำรวจที่จานข้าวที่อยู่ข้างกันว่าพอจะมีอะไรให้กินได้บ้าง ในจานนั้นว่างเปล่าเหลือเพียงเศษเมล็ดข้าวที่แห้งกรังติดขอบจาน มันเลียที่เมล็ดข้าวเหล่านั้นแม้ว่าจะกินไม่ได้แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ได้รสกลิ่นคาวน้ำปลาที่ยังเหลือติดอยู่

บ้างพอเป็นกษัย

“โครกกกก” เสียงท้องของมันร้อง
“ต้องทำอะไรซักอย่าง” มันคิด
มันตัดสินใจที่จะออกจากบ้านหลังนี้เพื่อหาอะไรใส่ท้อง มันรู้สึกกังวลอยู่บ้างเพราะมันไม่ได้ออกไปไหนไกลๆมานานมากแล้ว แม้ว่ามันจะรักการผจญภัยแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้มันตัดสินใจที่จะอยู่กับยายมาในบ้านหลังนี้ไปอีกอย่างน้อยก็

อีกสองสามเดือน แต่ถึงเวลานี้ความอยู่รอดดูเป็นสิ่งที่จำเป็นกว่า ทำให้มันต้องตัดสินใจ มันไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้จะมาถึงวันที่มันต้องออกเร่ร่อนอีกครั้ง

มันกระโดดขึ้นหลังตุ่มน้ำเตี้ยๆ เพื่อให้เป็นบันไดไปสู่หน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดแง้มเอาไว้ เมื่อเดินพ้นบ้านออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าวมันก็ต้องหยุดเดิน หนวดของมันกระดิกไปมามันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอะไรบางอย่างที่ลอยเจือจางมาตามลม มันออกเดิน

อีกครั้งตามกลิ่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างชัดขึ้นมันเป็นกลิ่นของปลาอาหารโปรดของมัน ด้วยแรงขับดันตามสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดมันออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ตัดสวนมะม่วงออกไปได้ไม่ไกลเมื่อกระโดดขึ้นที่ขอบกำแพงมันก็ได้เห็นสิ่งที่

มันตามหา

“โอม เลิกเล่นเกมก่อนลูกมาช่วยแม่ยกกับข้าวเร็ว..” เสียงของหญิงวัยกลางคนที่กำลังยืนทอดปลาทูอยู่ในครัวร้องเรียกขอความช่วยเหลือ เธอยกปลาทูที่กำลังนอนเหลืองอยู่ในน้ำมันร้อนๆขึ้นจากกระทะแล้ววางมันลงบนตระแกรงที่ด้านล่างมีถ้วย

รองรับน้ำมัน หลังจากปิดแก๊สเธอเดินที่ไปประตูครัว “โอม….ได้ยินแม่มั้ยลูกมาช่วยแม่หน่อยสิ เร็วเข้า….” น้ำเสียงของเธอหงุดหงิดกว่าครั้งแรก

แฟนต้าลงจากกำแพง อาศัยจังหวะนั้นวิ่งควบกระโดดปืนหน้าต่าง ในช่วงเวลานี้ภายในสมองของมันมีเพียงแต่ ปลา ปลา และปลาเท่านั้น เมื่องับปลาทูติดปากมันก็รีบกระโดดลงจากเคาวเตอร์และมุ่งตรงไปยังทางที่มันเข้ามานตอนแรก ความร้อน

จากตัวปลาทูไม่ได้ทำให้มันรู้สึกระคายเคืองปากเลยแม้แต่น้อย “ว้าย…..แมว…อีแมวเวร” เสียงใครซักคนตะโกนไล่หลัง มันไม่มีเวลาพอที่จะใส่ใจว่าเป็นเสียงของใคร

ทันทีที่มันกระโดดขึ้นขอบหน้าต่าง มันรู้สึกได้ถึงของแข็งอะไรบางอย่างที่มากระทบที่หลังของมัน มันรู้สึกเจ็บแปลบไปตามสันหลัง ทั้งอยากจะร้องออกมาดังๆด้วยความเจ็บปวดแต่มันก็อดทนและออกวิ่งต่อไปโดยไม่ยอมให้ของที่ได้มาหลุดปาก

ไปได้ เมื่อพ้นกำแพงรั้วบ้านนั้นออกมาได้มันหยุดพักเหนื่อยที่ขอบกำแพงอีกด้านหนึ่ง มันวางปลาทูลงแล้วหันไปสำรวจร่องรอยบาดแผลที่กลางหลัง ไม่เองก็ไม่รู้ว่าโดนกับอะไรแต่ด้วยสิ่งนั้นก็ทำให้เลือดของมันไหลออกมา มันเลียแผลของมัน

อย่างทุลักทุเล

ความสงบมาเยือนได้เพียงชั่วครู่ มันหยุดเลียแผลเพราะได้กลิ่นอะไรบางอย่าง แม้มันจะเป็นกลิ่นสาปที่คุ้นเคยแต่มันมั่นใจเหลือเกินว่านี่ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ มันเป็นกลิ่นที่ทำให้มันต้องระแวดระวังตัว มันคาบปลาตัวนั้นไว้ในปาก ย่อตัวลงหันไปสำรวจ

ทั้งซ้ายและขวา กลิ่นสาปนั้นแรงขึ้น แรงขึ้น “วิ่ง” สัญชาตญาณของส่งเสียงร้องบอกอยู่ภายใน มันกระโดดปืนขึ้นไปบนต้นมะม่วงที่อยู่ริมรั้วนั้น เมื่อมองลงมาด้านล่างมันก็พบกับศัตรูคู่อาฆาตของเผ่าพันธุ์ของมัน หมาดำตัวหนึ่งยืนเห่าน้ำลายไหล

อยู่ที่ใต้ต้นมะม่วงนั้น

ขนของมันตั้งชันขึ้นด้วยความตระหนกผสมความกลัว แต่มันยังคงคาบปลาตัวนั้นเอาไว้ มันมองหาช่องทางเพื่อหนีเอาตัวรอด มันตัดสินใจกระโดดจากกิ่งมะม่วงไปยังขอบกำแพง เจ้าหมาดำตัวนั้นยังคงแยกเขี้ยวยีงฟันเห่าคำรามอย่างบ้าคลั่ง
“นั่นไงแม่….แมว” เสียงเด็กชายร้องเมื่อเห็นมันที่บนขอบกำแพงบ้าน “ตายซะเถอะมึง….” เด็กชายวิ่งถือไม้กวาดเข้ามาใกล้เริมเริ่มหวดลงมา เสียงด้ามไม้กวาดแหวกอากาศลงฟาดมาที่กลางหลังซ้ำรอยแผลเดิม มันทรุดลงด้วยความเจ็บปวดขา

ของมันเริ่มชา แต่มันยังคงวิ่งต่อไปปากของมันยังกัดปลาเอาไว้แน่นราวกับว่าปลาชิ้นนี้มีคุณค่ามากกว่าชีวิตของมันเสียอีก

เส้นทางของมันถูกจำกัดไว้บนความหนาของกำแพงที่ทอดยาวออกไป เด็กชายยังคงวิ่งไล่ตามมันมาอย่างกระชั้น เช่นเดียวกับหมาดำที่อีกด้านหนึ่ง เมื่อถึงจุดมุมของรั้วกำแพงมันตัดสินใจกระโดดลงมาบนพื้นถนนที่อยู่เบื้องหน้า มันรู้สึกปลอดภัย

ขึ้นแม้ว่าจะยังได้ยินเสียงของหมาตัวน้ำเห่าไล่หลังมาก้ตามที มันวางชิ้นปลานั้นลงเพื่อใช้ปากช่วยหายใจให้หายเหนื่อย

หูของมันตั้งชันและกระดิก มันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเมื่อหันไปดูมันก็พบกับวัตถุเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มันด้วยความเร็ว แม้ว่าจะมองเห็นภัยที่อยู่ตรงหน้าแต่มันก็สายเกินไปขาทั้งสองข้างของมันหมดเรี่ยวแรง

เอี๊ยดดดดดดดดดดด!!! เสียงยางล้อรถยนต์รถกระบะเก่าๆคันหนึ่งเสียดสีไปกับพื้นถนนด้วยเเรงเบรกอย่างรุนแรง เมื่อฝุ่นที่ฟุ้งระหว่างเสี้ยวนาทีนั้นจากลง แฟนต้านอนแน่นิ่งอยู่ท้องรถหัวของมันแบนผิดรูปอยู่ระหว่างล้อรถยนต์กับพื้นถนน ชายอ้วน

วัยกลางคนเปิดประตูรถลงมาสำรวจที่หน้ารถ “ไอ้ห่าเอ้ย…..เวรจริงๆ” เขาพูด

“มีอะไรหรอเฮียเบรกหัวทิ่มพวกผมแทบจะตกรถเอา” หนึ่งในหนุ่มก่อสร้างที่ท้ายรถพูดขึ้น ก่อนจะกระโดดลงมาดูเหตุการณ์

“เหยียบแมวน่ะสิไอ้ห่า ตายคาที่เลย” ชายอ้วนพูด

“เฮียขยับรถถอยหน่อย ไอ้ตัวเนี่ยผมขอ ดีนะเนี่ยที่เฮียเหยียบที่หัวเนื้อตัวยังสมบูรณ์ เย็นนี้ลาภปากได้ของแกล้มเหล้าแล้วไอ้เรืองเอ้ย” ชายหนุ่มยกมือปาดปากทีหนึ่ง

เย็นนั้นในแค้มป์คนงานก่อสร้างใกล้ ชายสามคนตั้งวงดวดเหล้าขาวโดยมีกับแกล้มเมนูพิเศษเป็นลาบเนื้อเเมว

“เฮ้ย ไอ้เรืองไอ้ก้อนดำๆสองท่อนนี่มันอะไรวะ” ชายคนหนึ่งถาม

“อ๋อ ของแถมหน่ะ ไอ้แมวตัวนี้มันท้องแก่ใกล้คลอด ที่มึงเห็นหน่ะลูกที่อยู่ในท้องของมัน ยาโด๊ปชั้นดีเลยหล่ะเอ็ง”

………………………………จบ……………………………………………………

side story: แฟนต้าเป็นเเมวพันธุ์ทางขนของมันมีสีเทาและแถบขนสีเข้มเป็นลายตามตัว ไม่มีใครรู้แหล่งกำเนิดที่มาของมันแน่ชัดแต่มันก็เป็นแมวเร่ร่อนที่รักอิสระตัวหนึ่ง มันอาศัยละแวกบ้านของผมเป็นที่อาศัยบางคราวที่หลังคาบ้านผม บางวันก็ใต้ตู้ในครัวของเพื่อนบ้าน มันมักไม่อยู่ที่ไหนนานเกินสามสัปดาห์(หรือใกล้เคียงสามสัปดาห์) เมื่อไม่นานมานี้มันออกลูกเป็นแมวหน้าตาหน้ารักสามตัว สองตัวมีลักษณะเหมือนแม่แต่อีกตัวออกเทาไม่มีลาย แฟนต้าหายไปทันทีที่ลูกของมันเติบโตพอที่จะหากินเองได้ ตอนนี้ผมกับเพื่อนบ้านกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเเมวสามตัวนี้



destiny
May 5, 2009, 9:13 pm
Filed under: Uncategorized

“สวัสดีค่ะมีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ” พนักงานสาวกล่าวตอนรับลูกค้าที่กำลังเดินเข้ามาในร้าน

“ครับ…” ชายหนุ่มตอบ เขากระเถิบเท้าเข้าไปใกล้เคาว์เตอร์กระจกที่พนักงานสาวยืนอยู่ มันสูงเพียงระดับเอวแต่ด้วยแสงที่ถูกจัดวางมาอย่างดีก็ทำให้เหล่าบรรดาเครื่องประดับที่เรียงรายอยู่ในตู้โชว์นั้นโดดเด่นขึ้นมาถนัดตา

“คือว่า…ผมอยากจะขอคืนแหวนที่เคยซื้อไปจะได้มั้ยครับ…” ชายหนุ่มเริ่มบทสนทนา เขาวางกล่องกำมะยี่สีเลือดหมูลงบนตู้กระจกตรงหน้า

พนักงานสาวรับมันมาแล้วเปิดออกดู “อ๋อ…แหวนวงนี้ดิชั้นจำได้…แล้วทำไมคุณถึงจะคืนมันหล่ะคะ ถ้าเค้าไม่ถูกใจแบบหรือว่าใส่ไม่พอดีลองเปลี่ยนดูวงอื่นดูมั้ยคะ ………ลายนี้ก็สวยนะคะ..”

“เ่อ่อ…คือว่า” ชายหนุ่มตัดบท “เอาเป็นว่าคนที่ผมซื้อให้ เค้าไม่ได้ต้องการมันแล้วครับ..”

“อ่อ…..” พนักงานสาวสีหน้าเปลี่ยนไป “งั้นคุณช่วยรอซักครู่นะคะ..ดิชั้้นขอคุยกับผู้จัดการก่อน” เธอผละจากเขาแล้วเดินไปหาหญิงสาวอีกคนที่ดูมีอายุกกว่ามาก ลักษณะการแต่งตัวไม่บอกก็พอจะเดาได้ว่าคงจะเป็นเจ้าของร้านเป็นแน่

หลังจากยืนคุยกับได้ชั่วครู่หญิงมีอายุเดินนำพนักสาวมาหาชายหนุ่ม “คืออย่างนี้นะคะ..ทางร้านของเราไม่มีนโยบายคืนสินค้า แต่ถึงอย่างนั้นถ้าคุณสนใจที่เปลี่ยนเป็นสินค้าตัวอื่นดิชั้นจะคิดให้ในราคาพิเศษเลยคะ ….”

ชายหนุ่มท่าทางลังเล “คือ…ผมยังไม่สนใจครับ ถ้าเป็นไปได้ผมยังยืนยันของเงินคืนครับ..” เขาตอบอย่างใจเย็น

“อืม…ถ้าอย่างนั้นมันก็พอจะมีทางออกอยู่เหมือนกัน เอาเป็นว่าดิชั้นจะรับแหวนวงนี้เอาไว้ ถือซะว่าคุณนำมันมาฝากดิชั้นขายแล้วเมื่อดิชั้นขายได้เมื่อไร ก็จะติดต่อให้คุณมารับเงินดีมั้ยคะ…” สาวใหญ่ต่อรองด้วยความชำนาญอบ่างมืออาชีพ

“เฮ้อ……” ชายหนุ่มถอนหายใจ “เอาเถอะครับเอาตามที่คุณว่าแล้วกัน….”

“งั้นช่วยกรอกเอกสารตรงนี้นิดนึงนะคะ….” สาวใหญ่พูด ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกล่องกำมะยี่ส่งให้พนักสาวไปวางโชว์ในตู้เหมือนก่อนที่มันจะถูกขายไป “ดิชั้นขอตัวไปดูลูกค้าทางนู้นนิดนึงนะคะ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมสอบได้จากพนักงานเลยนะคะไม่้ต้องเกรงใจ” สาวใหญ่เดินจากไปทิ้งชายหนุ่มไว้กับพนักสาวสองคน

“คุณแน่ใจหรือคะว่าอยากทำแบบนี้….” พนักงานสาวพูด “คือว่า..จะไม่ลองเก็บเอาไว้ก่อนเผื่อเค้าจะเปลี่ยนใจ หรือว่าเผื่อมีใครใหม่ที่อยากได้มันบ้าง…”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากกระดาษที่กำลังกรอก เขาหัวเราะในลำคอครั้งหนึ่ง “ฮึ…ไม่รู้สิครับ ผมนึกไม่ออกจริงๆว่าจะต้องใช้มันอีกเมื่อไหร่ แต่มันคงจะไม่ใช่เร็วๆนี้แน่…”

“อืม ขอโทษด้วยนะคะที่ดิชั้นถามอะไรละลาบละล้วงเกินไป” เธอพูด

“ไม่เป็นไรครับ ….” ชายหนุ่มตอบ

“คุณเชื่อเรื่องโชคชะตามั้ยคะ….” พนักงานสาวเริ่มคำถามใหม่

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากกระดาษเป้นครังที่สอง “ทำไมหรือครับ…”

“ดิชั้นว่ามันเป็นเรื่องของโชคชะตาหน่ะค่ะ อย่างเครื่องประดับทุกชิ้นดิชั้นเชื่อว่ามันได้ถูกกำหนดมาแล้ว มันเพียงมารวมกันอยู่ที่นี่เพื่อรอคอยใครซักคนที่ถูกกำหนดมาให้เป็นเจ้าของ…คุณลองคิดดูสิคะว่า อยุ่ดีๆทำไมคุณถึงเข้าร้านนี้ทั้งๆก็มีอีกหลายร้านให้เลือก ทำไมคุณถึงเลือกแหวนวงนี้จากจำนวนแหวนตั้งมากมายในตู้….”

“เดี๋ยวก่อนครับ” ชายหนุ่มตัดบท “แล้วถ้ามันเป็นอย่างนั้น ถ้ามันถูกกำหนดมาแล้วทำไมผมถึงต้องเอามันมาคืนด้วยหล่ะครับ..หรือคุณกำลังจะบอกว่าผมไม่ได้ถูกกำหนดมาให้เป็นเจ้าของแหวนวงนี้….”

พนักงานสาวพยักงานรับ “มันเป็นเรื่องที่ยากจะอธิบายคะ……”

“พรทิพย์ พรทิพย์….” เสียงสาวใหญ่เรียกพนักงานสาวให้เดินไปหา

หลังจากได้คุยกันเพียงสั้นๆพนักงานสาวเดินกลับมาแล้วเปิดตู้แล้วหยิบแหวนวงเดิมกับที่ชายหนุ่มพึ่งจะคืนให้ “มันกำลังแสดงให้คุณเห็นแล้วค่ะ” เธอพูดกับชายหนุ่ม

พนักงานสาวเดินกลับไปหาสาวใหญ่เจ้าของร้านที่ตอนนี้กำลังคุยกับลูกค้าคู่หนุ่มสาวคู่หนึ่ง ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่นานพนักงานสาวเดินกลับมาพร้อมเงินห้าพันบาทในมือ เธอส่งให้กับชายหนุ่ม “นี่ค่ะเงินของคุณเหมือนเจ้าแหวนวงนั้นจะได้เจ้าของเร็วกว่าที่คิด…”

ชายหนุ่มรับเงินมานับดู “เห็นที่สิ่งที่คุณพูดมันจะเป็นจริงก็คราวนี้….” เขาพูด

“มันเป็นเรื่องของโชคชะตาค่ะ ดิชั้นเป็นเพียงแค่กามเทพที่พาให้พวกเขามาเจอกัน….” เธอยิ้มให้เขาทีหนึ่ง

“ยังไงก็ขอบคุณนะครับ…ว่าแต่คุณขายแหวนวงนี้ไปในราคาเท่าไหร่” ชายหนุ่มถาม

พนักงานยกมือขึ้นป้องปาก “อย่าเอ็ดไปนะค่ะ หกพัห้าค่ะ…”

“ไม่เลวเลยนะครับสำหรับอาชีพกามเทพเนี่ย…..”

“ทำยังไงได้หล่ะค่ะกามเทพก็ต้องกินต้องใหช้เหมือนกัน……………”



sideway
April 28, 2009, 1:09 pm
Filed under: Uncategorized

แม้ว่าหนึ่งวันจะมี 24 ชั่วโมงเหมือนเช่นเคยแต่ 24 ชั่วโมงของผมมันเดินช้าลงอย่างน่าประหลาดใจ ผมมีเวลาได้ทำในสิ่งที่คิดจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ ได้อ่านหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านและอ่านเล่มทีเคยอ่านแล้วอีกครั้ง ผมได้ดูหนังหลายเรื่องที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู ผมยังแอบตกใจเมื่อได้ดูหนังบางเรื่อง “เอ๊ะ…เราพลาดดูเรื่องนี้ไปได้ไงวะ”

อย่างหนังเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดถึงอย่าง “sideway” ไม่แน่ใจเหมือนคุ้นว่าเรื่องนี้ได้รางวัลแต่เวทีไหนนี่ลืมไปและ หนังเรียบง่ายตัวละครน้อยๆ เดินเรื่องอย่างช้าๆไม่หวือหวาแต่ค่อยๆเฉลยปมของตัวละครแต่ละตัวอย่างน่าสนใจ ชอบไดอะล็อคที่นางเอกพูดคุยกับพระเอกเรื่องเกี่ยวกับไวน์จริงๆ

“ผมมีไวน์ปี 1961 อยู่ขวดหนึ่ง”

“จริงหรือคะ ทำไมคุณถึงไม่เปิดมัน..”

“ผมรอเอาไว้เปิดในโอกาสพิเศษครับ…….”

“แต่ชั้นว่าวันทีคุณเปิดมัน นั่นก็เป็นโอกาสพิเศษแล้วคะ…”

ดูจบแล้วก็คิดว่าเป้นหนังฟิลกู๊ดอีกเรื่องที่ต้องหามาเก็บไว้ในคอลเล็คชั่นซะแล้ว



illusion
April 23, 2009, 6:13 pm
Filed under: Uncategorized

ลองหลับตานึกภาพหน้าตัวเองในความคิด ผมมองเห็นใบหน้าเพียงเลือนลางรายละเอียดหลายอย่างถูกบดบังแฝงตัวในความมืดมิด ดูเหมือนการส่องกระจกเงาสักบานจะทำให้เรามองเห็นใบหน้าของตัวเองได้ชัดเจนครบถ้วนกว่าโดยไม่ต้องสงสัย บางครั้งการมองอะไรผ่านมุมมองของคนอื่นนั้นก็ทำให้เราเ้ข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้น เพียงแต่ว่าถ้าสมมติเรายืนส่งกระจกในห้องที่มืดมืดหล่ะผลที่ได้คงไม่แตกต่างจากการนึกภาพในจินตนาการ หรือการมองอะไรในมุมกว้างยังไม่เพียงพอ หรือเราต้องแสงสว่างเพื่อทำให้เห็นอะไรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วเราจะหาแสงสว่างเหล่านั้นที่ไหนกันหล่ะ ถ้าจะใช้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ก็เห็นจะจำกัดด้วยเงื่อนไขของเวลาแล้วทำอย่างไรเมื่อเวลากลางคืนมาถึง ถ้าจะใช้แสงเทียนกูดูเหมืนอว่าความสว่างคงพอจะทำให้เห็นได้สลัวๆ จนชั่วลมพัดเท่านั้นเอง หรือถ้าจะใช้ความสว่างจากไฟฟ้าแล้วหากไฟฟ้าดับหลอดไฟขาดเราจะทำอย่าไร ดูเหมือนว่าชีวิตเราจะเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมายแต่สุดท้ายมันก็อยู่ที่เราว่าจะเลือกทำเช่นไร

หรือใครบางคนอาจกำลังตั้งคำถามว่า “เเล้วจะเห็นใบหน้าของตัวเองไปเพื่ออะไรกัน”



One night at Cheangrai
April 19, 2009, 2:24 pm
Filed under: Uncategorized

snv104301

คืนแรก ณ เมืองเชียงรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ไอ้น้องชายตัวดีดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เราชักชวนกันไปทัวร์แสงสีท่องราตรีเมืองเหนือกันซักที โดนไม่รู้จุดหมายโทรหาเพื่อนที่เป็นคนพื้นที่แต่ช่วงเวลาสงกรานต์อย่างนี้มันเสือกอยู่กรุงเทพซะอย่างนั้น แต่ก็เอาเถอะมันก็ให้ลายแทงมาพอสมควร

“พี่ๆไปโรงแรมอะไรคำๆ ที่มีที่เที่ยวเยอะๆอ่ะพี่ เท่าไหร่ครับ”  ผมถามรถตุ๊กๆคันหนึ่งที่จอดอยู่หน้าตลาดไนท์

สนนราคาเหมาๆให้เราแบบเบาะหกสิบบาท หลังจากนั่งตุเลงตุเลงได้ซักพักเราก็มาถึงหน้า “สเปิร์มบาร์” ที่เที่ยวดังแห่งหนึ่งของที่นี่ แต่ด้วยชื่อทีออกเเนวใต้สะดือและไฟแสงสดใสที่หน้าร้านเราตัดสินใจกันว่ามันคงจะไม่ใช่ร้านที่เรากำลังตามหากันอยู่ จากคำบอกของเพื่อนตัวดี “มึงเดินไปเถอะในซอยนั้นทั้งซอยแหละัร้านทั้งนั้น เลือกเอา” เราเดินต่อมาได้สักหน่อยก็เจอกับร้านน่านั่งอีกร้านนึง ชื่อ “กรุงเทพ” มีชื่อภาษาฝรั่งกิ๊บเก๋ว่า “Like to Bangkok” ถือว่าเป็นร้านที่ได้รับความนิยมทีเดียวผมคิดอย่างนั้น เพราะเท่าที่เดินผ่านมาหลายร้านคนไม่เต็มขนาดนี้ อันที่จริงต้องเรียกว่าแออัดเลยซะมากกว่า ใจจริงเราชอบร้านนี้กันบรรยากาศน่านั่งสไตล์การตกแต่งดูมีระดับกว่าร้านภูธรอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียง(และแตกต่างอย่างสุดโลกกับร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกั้น) มีดนตรีสดๆที่กำัลังบรรเลงกันอย่างเมามัน ผู้คนเบียดเสียดยืนกันเต็มร้านจนหลงนึกไปว่าอยู่กรุงเทพจริงๆ หลังจากพยายามเดินวนเวียนหาโต๊ะอยู่ซักพักก็จนใจต้องออกเดินทางไปหาร้านใหม่ที่พอจะมีที่ให้นั่งได้บ้าง

เราเดินต่อไปตามถนนอีกไกลพอควรก็มาเจอกลับเทคขนาดใหญ่ คุ้นๆว่าเพื่อนว่าเป็นเทคที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเชียงรายชื่อว่า “พาร์คลับ” ตัวอาคารรูปทรงแปลกคล้ายจานบินดูจากภายนอกก็คะเนได้ว่ามันใหญ่โตจริงๆ แต่พอขึ้ื่นชื่อว่าเทค เราก็พอจะจินตนาการออกว่าภายในจะเป็นอย่างไร เราจึงเดินผ่านไปลึกเข้าไปอีกนิดหน่อย ก็เจอกับกลุ่มอาคารที่หันหน้าเข้าหากันอารมณ์คล้ายๆแถวรัชดา ผมเข้าใจว่าเค้าเรียกแถวนี้ว่า “End Zone” เมื่อพิจารณาจากตัวเลือกที่เหลืออยู่โดยรอบแล้วเราต่างลงความเห็นว่า “La-Lar-Bar” ดูจะเป็นร้านที่โอเคที่สุด ร้านนี้มีสองชั้นด้านล่างเป็นร้านนั่งมีโต๊ะเต็มไปหมดทั้งไม้และโซฟา มีดนตรีสดเล่นเพลงแนวเบเกอรี่(และอะไรที่ฟังเเล้วให้ความรู้สึกใกล้เคียงกัน) ส่วนด้านบนเป็นเทคให้ใครที่อยากเสียเหนื่อยก็ลองขึ้นไปลองกันดู เเม้ว่าร้านจะใหญ่โตแต่คนก็เต็มทุกโต๊ะแต่โชคยังเข้าข้างในที่สุดเราก็ได้โต๊ะนั่งไม่ไกลจากเวทีเท่าไรนัก

ผมสังเกตุเห็นอะไรอย่างหนึ่งที่ชวนท้องแข็งเอามากๆ เด็กเสิร์ฟที่นี่เค้าแต่งตัวกันเเบบให้เข้ากับเทศกาลด้วยการใส่เสื้อลายดอกหลากสี แต่ถึงจะยังไงกางเกงหรือกระโปรงที่ใส่ก็ยังเป็นยีนบ้าง ผ้าบ้าง ประมานว่าเอาเฉพาะท่อนบนแล้วกันที่ใส่ตามหน้าที่ แต่ผมเจอพนักงานคนหนึ่งที่ดูจะอินกับเทศกาลเป็นพิเศษ พี่แกใส่เสื้อหม้อห้อมสีน้ำเงินเข้มกางเกงหม้อห้อมเข้าชุดขาเต่อเล็กน้อย ที่สำคัญมีผ้าขาวมาคาดเอวอีกต่างหาก ถ้าคืนนั้นมีการประกวดชุดแต่งกายยอดเยี่ยมแกคงได้รางวัลไปครองอย่างไม่ต้องสงสัย

ดึกแล้วหลายโต๊ะเริ่มทยอยเช็คบิล ผมมองดูนาฬิกาเที่ยงกว่าๆ บนเวทีนักดนตรียังคงเล่นอยู่ “เพลงนี้เป็นเพลงสุดท้ายแล้วนะครับสนุกกันให้เต็มที่…” เสียงนักร้องนำว่าอย่างนั้น เพลงซาวน์ดนตรีขึ้นสร้างความประหลาดใจเล็กน้อย “เอ๊ะนี่มันสามช่านี่หว่า…” แต่พอนักร้องเริ่มขยับปากร้องเท่านั้นแหละเราก็ได้ฮากันอีกรอบ มันเป็นเพลง “จำทำไม” ของแทดทูคัลเลอร์ที่เอามาคอฟเวอร์สไตล์สามช่า แม้จะแปลกแต่ก็ฟังรื่นหูดีพิกล

หลังจากนั่งชิวต่อไปอีกซักพักจนเครื่องดื่มเราหมดก็ขออำลาไป เบ็ดเสร็จสารตะเบียร์ไฮเนเก้นหนึ่่งทาวเวอร์กบน้ำแข็ง เฟรนซ์ฟราย์ และยำทูน่า รวมเป็นเงิน 600 นิดๆ ก็ถือว่าสมควรแก่เหตุ เราเดินกลับกันออกมาคิดว่าต้องถ่อไปถึงปากซอยแต่ที่ไหนได้มาเจอเข้ากับตุ๊กที่หน้าพาร์คลับเลยประหยัดเวลาและพลังงานไปได้อีกโข “ไปเรือนอินทร์เท่าไหร่ครับ….”