Filed under: Uncategorized
ยามดึกสงัดของคืนวันหนึ่งในฤดูหนาวกลางเดือนกุมภาพันธ์แม้ว่าอากาศจะไม่ได้หนาวอย่างที่เคยเป็นจะด้วยภาวะโลกร้อนหรือด้วยสาเหตุอะไรก็ตามที เวลาวิกาลเช่นนี้บรรยากาศบนถนนดำสายเก่าดูเงียบเหงาและออกจะวังเวงด้วยความสงัดนั้น สมชายเดินลัดเลาะไปตามป่าละเมาะจนถึงริมถนน เขาวางหนูนาตัวเขื่องลงกับพื้นนั่งพักเหนื่อยจ้องมองบ้านที่อยู่ตรงข้ามเพียงถนนกั้น…เขายิ้มที่มุมปาก
ไกลออกไปหลายกิโลเมตรที่หน้าร้านคาราโอเกะ ไฟในร้านเริ่มทยอยดับลงเหลือเพียงไฟหน้าร้านที่เปิดอยู่ริบหรี่ไม่กี่ดวง หญิงสาวประคองชายหนุ่มที่เดินโซเซด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์มาหยุดที่หน้ารถเก๋งสีำดำคันงาม
“ไหวมั้ยพี่หนูขับให้ก็ได้นะ” หญิงสาวพูด
“เฮ้ย..สบายมาก ขึ้นรถ ขึ้นรถ เดี๋ยวพี่จะโชว์ขับซิกแซกให้ดู” ชายหนุ่มประคองตัวลงนั่งที่เบาะหน้าแล้วสตาร์ทรถ
เสียงคำรามของเครื่องยนต์ทำลายความเงียบที่อยู่รอบข้าง รถเก๋งคันงามทะยานขึ้นสู่ท้องถนนปลุกความมืดบนทางสายนี้อีกครั้ง ชายหนุึ่่มเหยียบคันเร่งจมตีนใจของเขาอยากให้ถึงที่หมายโดยเร็วสมองของเขาแม้จะประกอบด้วยสิตอยู่เพียงน้อยนิดแต่มันก็มากพอที่จะสร้างจินตนาการอันบรรเจิดถึงเนื้อนวลของหญิงสาวที่ยามนี้นั่งอยู่ข้างกายเขา เขาละมือซ้ายจากพวงมาลัยวางมันลงบนหน้าขาของหล่อนอย่างจงใจ
“แหม ใจร้อนจังนะคะพี่วันนี้…” หญิงสาวกระเซ้า
สมชายเหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจแล้วว่าปลอดรถจึงตัดสินใจลากหนูนาข้ามถนนอย่างเชื่องช้าด้วยความสบายใจ “พี่มาแล้วสมศรี” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง
แสงจ้าสาดพื้นถนนเห็นสะท้อนเข้าในตาสมชาย เขาเเลเห็นยานพาหนะคันใหญ่กำลังเคลื่อนที่มาเข้ามาใกล้ เสียงร้อนเเรงของเครื่องยนต์บวกกับเสียงของล้อที่เสียดมากับพื้นถนนทำเอาใจสมชายเต้นรัว เขารู้ดีด้วยสัญชาติญาณว่าเจ้าวัตถุเคลื่อนที่คันโตนั้นอยู่เหนือการควบคุม ถึงกระนั้นเขาก็ยังฮึดสู้ออกแรงลากเจ้าหนูนาเพื่อให้ข้ามพ้นไปให้ได้
รถยนต์เคลื่อนมาใกล้ด้วยความเร็วที่ไม่ลดลง วินาทีนั้นเองสมชายตระหนักได้ว่่าเขาควรวางเจ้าหนูนาตัวนี้เพื่อหนีเอาตัวรอด แต่ก็ดูเหมือนมันจะสายเกินไป พลันที่เขาปล่อยวางภาระอันหนักอึ้งแล้วเหลียวหลังกระโจนออกให้พ้นจากกลางถนนั้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ล้อรถยนต์เคลื่อนมาทับเอาร่างครึ่งท่อนล่างของเขาให้แบนราบติดพื้นที่ถนนนั้น
“กร๊อบ….” เสียงกระทบกันของวัตถุสอดแทรกเพิ่มขึ้นมาระหว่างเสียงเสียดสีของล้อกับพื้นถนน หญิงสาวสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ เธอเหลียวหลังกลับไปมองจากในตัวรถแต่ด้วยความเร็วของรถที่ไม่ได้ลดลงเธอจึงอยู่ในระยะที่ไกลเกิดกว่าสายตาจะมองทะลุฝ่าความมืดเพื่อรับรู้ถึงสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อชั่วอึดใจได้
“พี่ได้ยินรึปล่าว….” หญิงสาวพูดขึ้น
“ฮึม…..อะไรหรอ ไม่มีอะไรนี่” ชายหนุ่มตอบ
“แต่หนูว่าพี่ขับรถทับอะไรเเน่เลย…………..”
ด้วยความเร็วของตัวรถเมื่อแล่นผ่านฉีกร่างสมชายให้ขาดออกจากกัน ครึ่งท่อนล่างของเขาถูกบดแน่นิ่งอยู่กับพื้นถนน เลือดของเขาสาดไปทั่วบริเวณ สมชายเริ่มรู้สึกมึนงง คล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น ปราศจากซึ่งความเจ็บปวดมีเพียงความรู้สึกชาและเสียวแปลบไปทั่วสันหลัง เขาตะเกียดตะกายเคลื่อนตัวไป สายตาของเขาจับจ้องไปที่บ้านที่อยู่ตรงหน้า “สมศรี….พี่มาแล้ว”
เก้าชั่วโมงก่อนหน้านี้
ในยามเย็นเช่นนี้สมชายมักแอบมาหาสมศรีที่บ้านอยู่เป็นประจำ เช่นเดียวกับวันนี้
“สมศรีพี่มาแล้ว คิดถึงพี่มั้ย” สมชายร้องทัก
สมศรีสาวท้องแก่ยิ้มด้วยความเขินอาย “แหม พี่ก็คิดถึงสิ………..อุ้ย ลูกดิ้น ลูกดิ้น พี่มาจับดูสิ”
สมชายเขยิบเข้าไปใกล้วางมือซ้ายลงที่ท้องของสมศรีอย่างนุ่มนวล “ดิ้นจริงๆด้วย….” เขาก้มหน้าลงต่ำแนบไปกับท้่องของสมศรี “นี่พ่อเองนะลูก…โตไวๆนะลูกนะ”
“พี่ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร หนูอยากกินหนูนาจัง” สมศรีพูด
“แพ้ท้องหล่ะสิ ไม่มีปัญหาเดี๋ยวพี่ชายจัดให้…..” สมชายยักคิ้ว
หญิงชรานางหนึ่งเดินออกมาจากภายในบ้าน “สมศรี … สมศรี ….อยู่ไหนลูกแม่จะปิดบ้านเเล้วนะ เข้าบ้านเร็ว สมศรี…..”
“พี่คุณนายสายหยุดมาตามแล้วชั้นเข้าบ้านก่อนนะ..พี่หลับไปก่อนเถอะเดี๋ยวคุณนายเห็นเข้าจะดุเอา” สมศรีบอกสมชายถึงการมาของเจ้านายของหล่อน
“แล้วพี่จะเอาหนูนามาฝากนะแล้วเจอกัน…รักนะจุ๊บ จุ๊บ” สมชายส่งจูบให้สมศรีก่อนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“เอ้า อยู่นี่เอง ไปเข้าบ้านได้แล้วเม่เตรียมข้าวไว้ให้แล้วหน่ะ ไปรีบกินแล้วพักผ่อนซะกำลังท้องกำลังไส้ต้องดูแลตัวเองรู้มั้ย” คุณนานสายหยุดพูด สมศรีทำตามอย่างว่าง่าย
สมศรีมาอาศัยอยู่กับคุณนานสายหยุดตั้งแต่ยังเล็กๆ เธอเป็นลูกกำพร้าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นจะมีเพียงคุณนายสายหยุดคนเดียวที่ดูแลเลี้ยงดูกันมา เธอรักคุณนายสายหยุดเหมือนแม่แท้ๆและก็ดูเหมือนว่า คุณนายสายหยุดเองก็รักเธอดุจลูกในไส้เช่นกัน เธอท้องกับสมชายได้หลายเดือนแล้วในตอนแรกเธอปิดบังเรื่องตั้งครรภ์เอาไว้เป็นความลับเพราะกลัวว่าคุณนายสายหยุดจะดุด่าว่ากล่าวในความใจง่ายของเธอ เธอเคยคิดที่จะหนีตามไปอยู่กับสมชายแต่ก็ถูกเขาห้ามเอาไว้ เขาบอกกับเธอว่าตัวเขาเองเป็นหนุ่มยิปซีไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอนกลัวว่าเธอและลูกจะลำบากถ้าหากย้ายไปอยู่ด้วยกัน เขาบอกให้เธอรออยู่ที่นี่ไปก่อนจนเมื่อเขาหาบ้านอยู่ได้แล้วจะมารับเธอกับลูกไปอยู่ด้วยกัน
เวลาผ่านไปท้องของสมศรีก็ใหญ่โตขึ้นเกินว่าจะปิดความลับเอาไว้ได้ คุณนายสายหยุดก็ประจักษ์ได้เองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ถึงกระนั้นหล่อนก็ไม่เคยถามซักคำถึงพ่อของเด็ก อันที่จริงไม่เคยดุด่าว่ากล่าวสมศรีเลยซักครั้ง แถมยังดูแลเอาใจใส่เธอมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียอีกจัดหาห้องหับเครื่องนอนอย่างดีมาให้ สมศรีนึกละอายในความผิดพลาดที่เธอทำลงไป ละอายที่ปกปิดเรื่องนี้ต่อคุณนาย เธอรู้สึกสำนึกในบุญคุณของคุณนายที่เคยชุบเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจนมาถึงตอนนี้ เธอยากจะพาสมชายเข้ามากราบขอโทษต่อคุณนายเสียหลายครั้ง ถึงขนาดชวนให้สมชายมาอยู่ด้วยกับพ่อแม่ลูกที่บ้่านคุณนายสายหยุดเสียเลยก็มี แต่เขาก็ปฏิเสธในทุกครั้งจนสมศรีเบื่อที่จะทะเลาะในเรื่องนี้จึงล้มเลิกความคิดไปในที่สุด
หลังอาหารเย็นคุณนายสายหยุดเดินมาส่งสมศรีถึงที่ห้อง “พักผ่อนซะนะสมศรี…” คุณนายพูด
สมศรีเดินเข้าห้องไปอย่างว่าง่าย เธอล้มตัวลงนอนบนฟูกที่มุมห้องนั้น ใจเธอครุ่นคิดถึงลูก กับพ่อของเด็กอยู่ตลอดเวลา เธอจินตนาการวาดภาพในขนาดคตที่เธอได้อยู่พร้อมหน้ากับสมชายและลูก จนผลอยหลับไป
ดึกสงัดคืนนั้น สมศรีตื่นขึ้นด้วยความกังวลใจ รู้สึกเจ็บแปลบที่ท้องน้อย เธอเหลือบไปเห็นน้ำคร่ำเลอะเปรอะเปื้อนบนที่นอนเป็นสัญญาณให้เธอรู้ว่าลูกของเธอพร้อมจะลืมตาดูโลกในชั่วอึดใจนี้ เธอลุกขึ้นยืนใจอยากจะออกเดินไปบอกคุณนายสายหยุด แต่กูดูเหมือนจะสายเกินไป ความรู้สึกเจ็บแน่นจุกอกเรื่อยลงมาตามท้องน้อย มันเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน เธอรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนตัวของเด็กที่อยู่ในท้อง เธอออกแรกเบ่งสุดชีวิตตามสัญชาติญาณเพื่อช่วยให้เด็กออกมาลืมตาดูโลก…..
เช้าวันต่อมา สมศรีสะดุ้งตื่นจากควาเหนื่อยอ่อนด้วยเพราะความรู้สึกเจ็บคันๆที่หัวนม ลูกๆของเธอต่างพากันรุมทึ้งดูดกินนมจากเต้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอก้มหน้าลงเลียเนื้อตัวลูกด้วยความเอ็นดู เธอยากให้พ่อของเด็กได้มาเห็นลูกของเขาไวๆ
คุณนายสายหยุดเดินเข้ามาในห้องของสมศรี “อุ้ยตายแล้ว…น่ารักน่าชังเชียว..สมศรีเธอเป็นแม่แมวแล้วเต็มตัวแล้วนะ” คุณนายร้องดีใจ
“เมี้ยว เมี้ยว…..” สมศรีร้องรับอย่างยินดี
“เอาหล่ะเดี๋ยวเเม่ออกไปหาอะไรมาให่กินนะอย่าลุกไปไหนเสียหล่ะ” คุณนายสายหยุดพูด พลางเดินหันหลังออกไปจากห้อง
หลายวินาทีต่อมา สมศรีสะดุ้งตกใจอกีครั้งเมื่อได้ยินเสียงร้องยาวของคุณนายสายหยุด เธอรู้ดีว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น และคงต้องเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอาเสียด้วย เพราะัตั้งแต่เธอมาอยู่กับคุณนายสายหยุด มีเพียงไม่กี่ครั้งที่คุณนายจะลดตัวแสดงกิริยาโวยวายเยี่ยงไพร่ออกมาเช่นนี้
“รอแม่อยู่นี่นะลูก..” สมศรีบอกลูกๆที่ยังไม่ประสีประสาของเธอ ก่อนผละตัวลุกขึ้นวิ่งตามเสียงคุณนายสายหยุดไปด้วยความเป็นห่วง
เธอมาผงะทรุดกายลงกับพื้นข้างเท้าคุณนายสายหยุดที่หน้าบ้านเมื่่อได้เห็นภาพโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า มันคือร่างครึ่งท่อนของสมชายที่แน่นิ่งสิ้นใจอยู่ตรงนั้น เธอทอดสายตามองออกไปตามรอยเลือดที่ไหลออกจากร่างแห้งเกรอะกรังติดพื้นทอดยาวเป็นทางไปจนถึงกลางถนนที่ห่างออกไป และที่ตรงนั้นเองที่เธอมองเห็นร่างอีกครึ่งของสมชายกับซากหนูนาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง
มันคือคำสัญญาสุดท้ายของสมชาย
Filed under: Uncategorized
ผมมีเวลาเตรียม ประมาณ 1 สัปดาห์ หน้าที่เดียวที่ผมต้องทำคือ ท่อง ท่อง และท่องบทขานนาคให้ได้ ส่วนที่เหลือทางวัดจัดการให้เรียบร้อยทั้งงานพิธี เครื่องบวช อาคารสถานที่ นิมนต์พระ จิปาถะทั้งหลายทั้งปวง ตอนแรกผมก็นึกหวั่นๆเพราะมีเวลาเตรียมตัวน้อยเหลือเกิน กลัวตัวเองจะท่องไม่ได้ แต่ก็มีพ่อที่เกทับให้ฟังแบบข่มๆว่า “ตอนสมัยป๊าบวชท่องวันเดียวก็จำได้แล้ว……” (เอ่อ…) ทำให้ผมต้องฮึดสู้ ผมใช้เวลาอยู่ 3 วันในการท่องจนขึ้นใจ เอาเข้าจริงมันก็ไม่้ยากอย่างที่คิดเพราะอย่างที่คุณรู้บทสวดมนต์ส่วนใหญ่ในพุทธศาสนาจะต้องท่อง 3 รอบ ถ้าคุณจำท่อนแรกได้ ท่อนสองก็เติม “ทุติยมฺปิ” เข้่าไป ส่วนท่อนสามก็ “ตติยมฺปิ” อะไรทำนองนี้ ในช่วงระยะเวลานั้นผมยังรู้สึกปกติไม่ได้รู้สึกอะไรเลยว่าจะบวชแล้วนะ ยังออกไปเที่ยวเล่นเดินห้างสบายใจ วันสุดท้ายก่อนเข้าวัดจำได้ว่ายังไปนั่งดื่มกับเพื่อที่ร้านพระนครบาร์อยู่เลย(ขอบอกว่าร้านนี้เป็ยร้านเหล้าที่ “บานนอฟฟี่” อร่อยมาก)
จนมาถึง 3 วันสุดท้ายก่อนบวชที่ผมต้องไปอยู่ที่วัด ทำนองว่าไปปรับตัวใหุ้คุ้นกับสถานที่และซ้อมพิธีต่างๆ ตอนนั้นแหละที่ผมเริ่มได้สัมผัสชีวิตแบบ พระ พระ กับเขาเล็กๆ
ผมไปถึงที่วัดก็ช่วงบ่ายแล้ว ได้ความจากพระอาจารย์ว่านาคหนึ่งมาแล้วขาดอีกนาคหนึ่งยังมาไม่ถึง ให้เด็กวัดพาผมเอาของไปเก็บและพักผ่อนก่อนมาครบแล้วจะเรียกมาซ้อมพร้อมกัน
ภาพแรกที่ได้เห็นห้องที่ต้องใช้ชีวิตในช่วงห่มผ้าเหลืองผมรู้สึกช็อคเล็กๆ ห้องกว้างขนาด 2×2 เมตรพื้นไม้ พัดลมตั้งพื้นหนึ่งตัว หลอดไฟติดที่เพดานอีกหนึ่งหลอด หน้าต่างบานเกล็ดหนึ่งบาน พร้อมกับที่นอนฟูกแผ่นบางเฉียบซักนิ้วครึ่งเห็นจะได้ หมอนและผ้าห่ม ทั้งหมดทั้งมวลก็มีอยู่้เท่านี้แหละครับ เอาเถอะ เอาเถอะ ก็พอจะเข้าใจว่านี่วัดไม่ใช่โรงแรมแต่ภาพที่เห็นก็เป็นอะไรที่เกินคาดหมาย ผมพอรู้มาบ้างว่าชีวิตพระนั้นเรียบง่าย แต่ไม่นึกว่าจะเรียบง่ายซะขนาดนี้ หลังจากเก็บข้าวของเสร็จผมก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยนอนเล่นทวนบทขานนาคอยู่ในห้องคนเดียว
ตอนที่เดินขึ้นมาผมสังเกตุเห็นมีฝรั่งผู้ชายสองคนที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่บนชั้น 3 ่เลยลองถามเด็กวัดดูได้ความว่าที่คณะ 5 นี้นอกจากจะมีการสอนวิปัสสนาแล้วยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจมาปฎิบัติสามารถมาค้างคืนที่วัดได้ด้วย แต่มีข้อมแม้ว่าถ้าคุณจะมาค้างที่วัดก็ต้องถือศีล 8 ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมที่นี่เขามีศัพท์เฉพาะว่า “โยคี” ซึ่งหมายถึงผู้ถือศีล โดยโยคีหญิงและแม่ชีจะอยู่กันที่ชั้นล่าง ส่วนพระกับโยคีผู้ชายจะอยู่ชั้น 2 และชั้น 3และก็ไม่ใช่จะมีแต่คนไทยหลายๆครั้งก็มีชาวต่างชาติที่สนใจเรื่องวิปัสสนาก็มาพักที่นี่ด้วย
บ่ายคล้อยใกล้เย็นเต็มทนนาคอีกคนชวนผมไปดูโบสถ์สถานที่ประกอบพิธีบวช วันนี้เป็นวันพระก็ได้ทราบเดี๋ยวนั้นเองว่าที่วัดนี้ทุกวันพระจะมีญาติโยมมาถือศีลกันที่วัดตั้งแต่เช้ายันเย็นยิ่งถ้าเป็นช่วงวันพระใหญ่คนจะเยอะมากๆ แต่ที่ผมนึกสงสัยอยู่อย่างคือเมื่อกวาดตาไม่ว่าจะเหลียวซ้ายแลขวาก็จะพบว่าร้อยละ 99 ของคนที่มาวัดล้วนแล้วแต่อายุ 60 อัพทั้งนั้น และถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่า ร้อยละ 95 เป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่ อดฉงนไม่ได้ว่าผู้ชายไปไหนหมด หรือผู้ชายที่มาวัดคือคนที่จะมาบวชเท่านั้นหรือ คิดอีกทีถ้าจะว่ามีแต่คนแก่ที่เข้าวัดหรือว่าผู้ชายมันอายุสั้นกว่าตายกันก่อนแก่เลยไม่เหลือมาเข้าวัดเข้าวากันบ้าง
ยิ่งเย็นเท่าไหร่ผมชักเริ่มรู้สึกหิวๆยังไงไม่รู้ ผมนึกขึ้นมาได้อย่างหนึ่งว่าเป็นพระนี่เขาไม่กินข้าวเย็นกัน ซวยแล้วเราไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนทำอย่างไรดี อย่ากระนั้นเลยตอนนี้ยังเป็นฆราวาสเลยถือโอกาสแอบเดินออกมาท่าพระจันทร์ตุนเสบียงไว้เสียหน่อยดีกว่า ผมตัดสินใจอยู่นานก็คิดได้ว่าไหนก็จะต้องไม่ได้กินข้าวเย็นแล้วงั้นก็อย่ากินมันเลยถือว่าเป็นการฝึกไปในตัวแต่ก็ไม่วายดอดเข้าเซเว่นซื้อนมถั่วเหลืองเอาไว้รองท้องแก้หิว
คืนนั้นหลังจากซ้อมบทกับอีกสองนาคเรียบร้อยก็แยกย้ายกันเข้าห้องใครห้องมัน ผมรับรู้ได้ถึงความ “ว่าง” เพราะมันว่างจริงๆ ซัดนมไปสองกล่องแล้วล้มตัวลงนอน พลิกไปพลิกมาอยู่สามร้่อยกว่าตลบก็หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนบวกกับความร้อนที่ยังไม่เคยชิน
Filed under: Uncategorized
มิถุนายน 2552
ชีวิตผมในช่วงเวลานั้นดูออกจะราบเรียบ ถ้าไม่นับรวมเรื่องความรักที่ต้องบอกตามตรงว่าบอบช้ำพอสมควร ผมเลิกกับแฟนเก่าได้สามเดือนแล้ว ถึงแม้ว่ายังเศร้าเสียใจอยู่บ้างแต่อยู่ในขั้นที่ดีขึ้นมากแล้ว แต่นี่ก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ผมบวชหรือคิดที่จะบวชแต่อย่างใด อันที่จริงถ้าจะว่ากันถึงสาเหตุบอกไปแล้วคุณจะขำ
วันหนึ่งพ่อมาบอกกับผมว่า “ป๊าไปดูหมอมา”(ผมเริ่มรู้สึกตะหงิดๆยังไงพิกล)
“หมอดูบอกว่าปีนี้ปีชง อีก 2-3 เดือนข้างหน้าจะเเย่มาก” (อืม………..)
“ต้องจัดงานมงคลแล้วจะดีขึ้น” (หึม!!!!…………)
“บวชให้ป๊าหน่อยนะ…………..” และนี่คือเริ่มต้นของชีวิต 6 เดือนกับการเป็นพระของผม
คำถามเเรกที่เกิดขึ้นในใจของผมหลังจากที่รู้ตัวว่าต้องบวชคือ “บวชที่ไหนดี?” ไม่ใช่แค่ “บวชที่ไหน” เฉยๆนะครับ แต่เป็น “บวชที่ไหน-ดี” วัดแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดของผมคือ “วัดอัมพวัน” จังหวัดสิงห์บุรี ของหลวงพ่อจรัญ ที่ครอบครัวผมเคารพนับถือแม่และพี่สาวผมก่อนนี้ไปนั่งวิปัสสนาที่วัดนี้อยู่บ่อยครั้ง ส่วนตัวผมเองนั้นไม่มีโอกาสได้ไป อย่าว่าแต่ “วิปัสสนา” คืออะไร วัดเองผมยังไม่ค่อยมีโอกาสได้ย่างกรายไปซักเท่าไหร่(ถ้าไม่ได้ไปกับครอบครัว) แต่ก็ช่างเถอะอย่างหนึ่งที่ผมคิดคืออย่างน้อยเราบวชทั้งทีก็ไม่อยากบวชเฉยๆอยากมีโอากสได้ลองปฏิบัติธรรมดูบ้างก็น่าจะดี หลังจากโทรศัพท์ไปสอบถามได้ความว่าที่วัดนี้เขาบวชเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละหลายรูป รอบถัดไปคือคนที่จะบวช “เข้าพรรษา” ซึ่งก็เต็มแล้ว เป็นอันว่าจบไปสำหรับวัดอัมพวัน จากการถูกฏิเสธทำให้ผมได้ฉุกคิดอีกเรื่องหนึ่งคือ ช่วงเวลานี้่ใกล้เข้าพรรษาเต็มทนกางปฏิทินออกดูเหลือไม่ถึง 1 เดือน ผมเริ่มมองเห็นแล้วว่าเป้าหมายการบวช 1 เดือนของผมคงจะเป็นไปได้ยากเพราะผมได้ยินมาว่าถ้าบวชช่วงเข้าพรรษาต้องบวชยาว 3 เดือนจนกว่าจะออกพรรษานู่นเลย ซึ่งในตอนนั้นคิดว่าคงจะไม่ไหวแน่ๆ ผมจึงลดเป้าหมายการบวชของผมลงมาเหลือ 15 วัน
วัดถัดมาที่ผมติดต่อไปคือ “วัดชลประทาน” ซึ่งก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกันในทำนองว่าปิดรับสมัครแล้ว ผมหมดไอเดียจึงลองพึ่งเทคโนโยลีดูเผื่อจะเวิร์ค ซึ่งมันก็เวิร์คจริงๆเสียด้วย ผมลองเสิร์จกูเกิ้ลดูว่ามีวัดไหนบ้างที่มีการปฎิบัติธรรม ซึ่งก็ได้มามากมายหลายวัดเลยทีเดียว ผมมาสะดุดชื่อ “วัดมหาธาตุ” ท่าพระจันทร์ ผมต้องใช้เวลาคิดอยู่ราวยี่สิบห้าวินาทีกว่าจะคิดออกว่ามีวัดอยู่แถวท่าพระจันทร์ด้วย ทั้งที่เรียนอยู่ธรรมศาสร์ท่าพระจันทร์ตั้งสองปี ต้องยอมรับตามตรงว่าสมัยนั้นผมคิดเอาว่าวัดนี้เป็นวัดที่ไม่มีพระจำพรรษา อารมณ์ว่าเป็นโบราณสถานเหมือนวัดพระแก้ว และก็อีกนั่นแหละผมไม่เคยมีโอกาสได้เเวะเข้าไปเหยียบเลยเเม้แต่ครั้งเดียว ผมได้ข้อมูลคร่าวๆจากเว็บว่าที่คณะ 5 วัดมหาธาตุนี้มีการสอนวิปัสสนาผมจึงลองติดต่อไปที่นั่น ถึงตรงนี้คุณอาจจะสะดุดกับคำว่า “คณะ 5″ ว่ามันคืออะไร เหมือนคณะนิติ คณะบัญชีรึเปล่า เอาเถอะแล้ววันหลังจะเล่าให้ฟัง หลังจากที่ติดต่อไปได้ความว่าที่นี่มีการบวชตลอดไม่ได้จำกัดว่าเดือนละครั้งหรืออย่างไร หลวงพ่อที่รับสายบอกให้มาติดต่อโดยตรงที่วัดได้เลย บทมันจะง่ายมันก็ง่ายแบบนี้แหละครับ
รุ่งขึ้นผมจึงเดินทางไปที่วัด บรรยากาศท่าำพระจันทร์เปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อยจากสมัยที่ผมเรียนที่ริมรั้วธรรมศาสตร์มีธนาคารผุดขึ้นหลายเจ้า ร้านค้าเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่หลายร้านก็ยังอยู่ที่เดิม พอเข้าไปในเขตวัดผมก็รู้สึกถึงความสงบอย่างประหลาดราวกับว่ากำแพงขาวๆสูงๆจะกั้นความวุ่นวายเอาไว้แต่ภา่ยนอก ใช้เวลาไม่นานก็หาเจอ “คณะ 5″
“มาติดต่อเรื่องบวชครับ”
“จะบวชเมื่อไหร่หล่ะ..” พระอาจารย์ถาม
“ยังไม่ได้กำหนดวันครับ คือผมกะว่าคงจะก่อนเข้าพรรษาเนี่ยแหละครับ”ผมตอบ
“อืม………..” พระอาจาีรย์หันไปมองปฏิทิน “เอางี้ พอดีวันที่ 18 มิถุนาเนี่ยจะมีบวชอยู่คนนึง ถ้าจะเอาสะดวกก็บวชพร้อมกันวันนั้นเลย”
ผมเหลือบไปมองปฏิทินบ้าง คำนวนเวลาแล้วถ้าบวช 15 วันก็สึกทันก่อนเข้าพรรษาพอดี “ได้ครับ…แล้วผมต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง”
“อ่ะ เอานี่ไป” พระอาจารย์ยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้ผม “พิธีบวช” “ท่องตามนี้….หน้านี้ แล้วก็หน้านี้….แล้วก็หน้านี้…”
“เยอะอย่างนี้เลยหรือครับ…………”
“ลองดูไม่ยากหรอก…..อ่อ แล้วนี่รายการค่าใช้จ่ายในการบวช แล้วเดี๋ยวสะดวกวันไหนก็ให้พ่อแม่มาเซ็นหนังสือรับรองบวชแล้วกัน…”
“ครับ…”
ทันทีที่เดินออกจากวัดพร้อมหนังสือคู่มือบวชในมือ ผมเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงขึ้นมานิดๆ…….
Filed under: Uncategorized
31 ธันวาคม 2552
วันสุดท้ายของปีเก่า เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยข้าวต้มปลาสูตรดั้งเดิมที่ร้าน “รสมือแม่”เจ้าเก่า ปลาช่อนหั่นเป็นแว่นชิ้นโตๆ นอนกองลอยรวมกับข้าวผสมต้นหอมและคื่นช่าย โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียมชวนน้ำลายไหล รสชาติไม่ต้องพูดถึง
วันนี้เรา(ผมกับพ่อและแม่)มีโปรแกรมไปไหว้พระ(ไหว้เจ้า)กัน ออกจากบ้านมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองสระบุรี สถานที่แรกสำหรับโปรแกรมในวันนี้คือศาลเจ้าพ่องูใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลจังหวัดสระบุรี ตำนานกล่าวว่าในคราวสร้างศาลจังหวัดสระบุรีนั้นมีเรื่องราวอาถรรพ์เกิดขึ้น บริเวณสถานที่จะก่อสร้างนั้นเป็นที่อยู่อาศัยเดิมของงูจงอางใหญ่ การก่อสร้างติดขัดด้วยเหตุนานาประการจนในที่สุดได้มีการตั้งศาลเพียงตาบวงสรวง ในระหว่างทำพิธีก็มีเหตุประหลาดมดดำจำนวนนับพันเดินเข้าไปหาเปลวเทียนที่จุดอยู่ตายตัวแล้วตัวเล่า หลังจากสร้างศาลเรียบร้อยการก่อสร้างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2543 ธุรกิจของครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักเกิดอาการ “ช็อต” ชนิดที่เรียกว่าสายไฟขาดพาดหลังคาบ้านทำนองนั้น เผอิญพ่อขับรถผ่านไปทางนั้นจึงจอดรถลงไปไหว้ คนเราเมื่อประสบกับสถานการณ์วุ่นวายในชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะหยิบฉวยกำลังใจที่ผ่านเข้ามาตรงหน้า “เจ้าประคู๊ณช่วยลูกช้างด้วยเถ๊อะ ถ้าผ่านปีนี้ไปได้ ลูกช้างจะเอาหัวหมู เป็ด ไก่ มาถวาย สาธุ…..” ผมคิดว่าแกคงจะบนไว้ทำนองนี้ หลายเดือนผ่านไปสถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลายพ่อเองก็หลงลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้ จนมาถึงวันนี้วันสุดท้ายของปีเมื่อเก้าปีก่อน ระหว่างที่นั่งทำงานอยู่ดีๆขาเก้าอี้ก็หักเล่นเอาพ่อล้มลงไปนั่งกับพื้นก้นจ้ำเบ้าทั้งที่เก้าอี้ก็พึ่งเปลี่ยนมาใหม่ได้ไม่นาน ด้วยเหตุนี้เองพ่อก็ฉุกคิดว่าแกลืมสัญญาที่เคยให้ไว้กับเจ้าพ่องูใหญ่ แกเล่าเรื่องที่แกไปบนเอาไว้ให้ทุกคนฟังก่อนที่พวกเราจะลงมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรจัดเครื่องเซ่นไหว้อันประกอบด้วย หัวหมู ไก่ต้ม เป็ดย่าง มะพร้าว กล้วยน้ำหว้า และน้ำแดง และนี่เองเป็นที่มาที่เราต้องเดินทางไปไหว้ศาลเจ้าพ่องูใหญ่กันทุกๆปี สถานการณ์สร้างศรัทธา ผมลองคิดเล่นๆว่า ถ้าปีนั้นเราไม่รอดจะมีใครโทษไหมว่าเจ้าพ่องูใหญ่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ แต่เผอิญที่ธุรกิจกลับฟื้นขึ้นมา เราเองก็ไม่สามารถจะไปพิสูจน์ได้ว่าที่มันดีขึ้นนั้นเพราะเจ้าพ่องูใหญ่ช่วยเรารึเปล่า กอปรขาเก้าอี้ดันมาหักเป็นลางเรื่องทั้งหมดจึงลงตัว
สายมากแล้ว แดดเปรี้ยงชวนให้งงว่าตกลงนี่มันหน้าร้อนหรือหน้าหนาว หลังจากไหว้ที่ศาลเจ้าพ่องูใหญ่เสร็จสรรพ เราเดินข้ามถนนมาที่วัดศาลาแดงที่อยู่ตรงข้ามเยื้องๆกัน ที่นั่นมีศาลาจัตุรมุข ประดิษฐานพระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุทิศ หรือ “พระพุทธรูปสี่มุมเมือง” ซึ่งมีอยู่ 4 องค์ ถูกจัดสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2511 ตามความเชื่อที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่จะต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องทั้งสี่ทิศ เพื่อปกป้องภยันตรายจากอริราชศัตรู ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เสริมสร้างดวงชะตาแก่บ้านเมืองและคุ้มครองพสกนิกรทั้งมวลให้อยู่อย่างร่ม เย็นเป็นสุข พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หล่อด้วยสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง 49 นิ้ว องค์ที่ประดิษฐานที่สระบุรีนี้ถือว่าเป็นองค์ประจำทิศตะวันออก ส่วนอีกสามองค์ที่เหลืออยู่ที่ลำปาง (ทิศเหนือ) ราชบุรี(ตะวันตก) และพัทลุง(ทิศใต้) ตอนเด็กๆพ่อมักจะเล่าด้วยความภูมิใจว่าถือว่าเราโชคดีที่ได้มีโอกาสมาไหว้เพราะทั้งประเทศมีแค่สี่องค์เท่านั้น แถมใครที่ผ่านไปผ่านมาเมืองสระบุรีมักไม่รู้และได้แต่ผ่านเลยไป
หลังจากไหว้พระพุทธนิรโรคันตราย เรียบร้อยเราก็เดินข้ามถนนเยื้องมาอีกหน่อยเพื่อจะไปไหว้ศาลหลักเมือง ที่ด้านข้างหลังศาลมีลุงมาขายข้าวเกรียบว่าว หลังจากไหว้ศาลหลักเมืองเสร็จเลยอดไม่ได้ที่จะซื้อมาลองชิม สนนราคา 3 แผ่นโตๆ20 บาท กินแล้วนึกถึงบรรยากาศตอนเด็กๆสมัยยังบ้านยังอยู่ในตลาดเก่า ช่วงปลายปีมีงานทำบุญตลาดเขาจะปิดถนนทั้งซอยมีหนังกลางแปลงมาฉาย มีของกินอร่อยๆเยอะแยะ ที่จำได้แม่นก็เห็นจะมีข้าวเกรียบว่าว กับขนมน้ำตาลที่ทำเป็นรูปตัวการ์ตูนต่างๆ
เราออกเดินทางกันต่อมุ่งหน้าอำเภอพระพุทธบาท เหลือบมองนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงแก่ๆจวนจะบ่ายเต็มทน เลยแวะกินข้าวที่ร้าน ล้วนข้าวมันไก่ เมนูขึ้นชื่อของเขาก็ตามชื่อร้านคือข้าวมันไก่ นอกจากนั้นก็มีข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยว อะไรทำนองนั้น อันที่จริงร้านนี้ก็ไม่ได้โด่งดังอะไรในแง่ความอร่อยสำหรับผมคิดว่าธรรมดาๆ แต่ที่ทำให้เราต้องแวะก็เพราะร้านนี้เขาขึ้นชื่อเรื่องความเก่า เป็นร้านเก่าแก่ที่ขายมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามสิบปี การันตีโดยพ่อผมเอง “ร้านนี้ป๊ามากินตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมอยู่ที่ลพบุรีผ่านพระบาททีไรก็ต้องแวะกินข้าวมันไก่ร้านนี้” ที่ผมเห็นแปลกอยู่อย่างก็คือน้ำจิ้มร้านนี้ทั้งน้ำจิ้มไก่ และพริกน้ำส้มเค้าจะมีเสริมมาให้เติมเอาตามใจชอบ ทั้งพริก และขิง
กินเสร็จเรียบร้อยก็ปาเข้าไปบ่ายโมงครึ่ง ขับรถต่ออีกนิดนึงก็ถึงวัดพระพุทธบาทจุดหมายถัดไปของเรา วัดพระพุทธบาทวรราชมหาวิหาร นี้เป้นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม กรุงศรีอยุธยานู่น วัดนี้เป็นอีกที่หนึ่งที่บ้านผมต้องมาไหว้สักการะกันทุกๆปี (บางปีก็หลายครั้ง) “สมัยก่อน พอไหว้ตรุษจีนเสร็จอาม่า ต้องมาไหว้พระบาททุกปี ตรงทางขึ้นด้านนอกวัดจะมีมะขามเทศมาขายเยอะเลย อาม่าเค้าชอบกิน” พ่อมักจะพูดแบบนี้ประจำทุกครั้งที่เรามาที่นี่ เราไปถึงคนไม่เยอะอย่างที่คิดที่จอดรถหาไม่ยาก เราจึงขับไปจอดได้ถึงหน้าวัด ปกติเดี๋ยวนี้ทางวัดเขาจัดระเบียบใหม่ให้รถไปจอดรถเสียไกลนู่นแล้วค่อยเดินผ่านแผงขายของที่เรียงรายสองข้างทาง คงเป็นอุบายให้คนซื้อของอะไรทำนองนั้น พอจอดรถเสร็จสิ่งที่แรกที่แม่ถามหา “สุขาอยู่หนใด” เราเดินตัดไปทางด้านหลังเพื่อเข้าห้องน้ำเสร็จสรรพแล้วได้ขึ้นทางบันไดอีกด้านหนึ่ง แม้จะชันกว่าแต่ก็เป็นด้านที่เป็นไฮไลท์ เพราะมักถูกถ่ายภาพเอาไปลงหน้าหนังสือท่องเที่ยวประจำ เดินขึ้นบันไดไปไหว้บริเวณที่ทางวัดจัดเอาไว้พ่อสังเกตุไปเห็นรูปปั้นเทพแต่งองค์ทรงเครื่องสไตล์คล้ายเทพอินเดีย แต่พอบอกว่า “นี่คือ ไช่ซิงเอี๊ย เทพเจ้าโชคลาภ…” เทพจีนซะงั้น สองตายายเลยขออนุญาตเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นปิดทองไปตามระเบียบ เข้ามาด้านในคนต่างออกันมากราบรอยพระพุทธบาท บางคนก็ปิดทอง บางคนก็เอาเงินทั้งเหรียญทั้งธนบัตรโยนลงไป “เขาโยนเงินลงไปทำไมหล่ะแม่” ผมถาม
“คนเค้าอยากทำบุญ” แม่ตอบ “งั้นทำไมไม่เอาเงินไปใส่ตู้บริจาคหล่ะ” ผมแย้ง “ก็เดี๋ยวทางวัดเค้าก็เอาไปใส่ตู้เองแหละ” แม่ตอบ
พอกราบรอยพระพุทธบาทเรียบร้อย เราเดินต่อไปทางด้านข้างของพระมณฑป มีวิหารหลังหนึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลย์ พระพุทธรูปนั่งสูงซักสิบเมตรเห็นจะได้ เราจุดธูปจุดเทียนสักการะ พ่อเดินไปติดต่อบูชาผ้าจีวรมาห่มองค์พระ ไอ้ตอนแรกผมก็ยังงงว่าใครจะขึ้นไปพาดจีวรให้ท่านองค์สูงขนาดนั้น พ่อพาเราเดินไปที่ด้านหลัง มีพระพุทธปางไสยาสน์นอนยาวอยู่ตลอดแนว ผมได้รับหน้าที่ปีนขึ้นไปห่มจีวรให้องค์พระซึ่งก็ไม่ลำบากยากเย็นเท่าใดนัก น่าเสียดายอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มาแล้วก็จะไหว้กันแต่รอยพระพุทธบาทเสร็จแล้วก็เดินไปตีระฆังที่เรียงเป็นแนวที่ด้านล่าง น้อยคนที่จะเดินสำรวจรอบๆ อย่างในวิหารหลวงพ่อโตนี้น้อยคนนักที่จะเดินเข้ามาไหว้ แถมน้อยคนจะมีจำนวนน้อยนิดที่รู้ว่าที่ด้านหลังมีพระนอนอยู่อีกองค์
เราเดินทางออกจากวัดพระพุทธบาท มุ่งสู่เป้าหมายสุดท้ายระหว่างทางกลับบ้าน “วัดถ้าศรีวิไล” ตำบลหน้าพระลาน ขับรถมาตามทางหลวงมุ่งหน้ากลับเข้าตัวเมืองสระบุรี พอถึงเขตหน้าพระลาน (สังเกตจากฝุ่นที่เริ่มหนาตามากขึ้น) จะเห็นป้ายชี้บอกทางเลี้ยวซ้ายเข้าไปตามทางเข้าไปลึกประมานกิโลเศษๆ พอมาถึงวัดผมรู้สึกตกใจเล็กน้อย เพราะเราไม่ได้แวะเข้ามาวัดนี้นานมากแล้วเกือบสิบปีเห็นจะได้ สภาพปัจจุบันวัดดูเงียบเหงาและทรุดโทรมลงไปมาก พอเดินขึ้นไปตามบันไดจนถึงตัววัดจึงได้รู้ความว่า ที่วัดเงียบเหงาลงไปนั้นเพราะว่าเจ้าอาวาสองค์ก่อนเสียไปได้หลายปีแล้ว หลังจากนั้นมาวัดก็ทรุดโทรมลูกศิษย์ลูกหาก็ห่างหาย เสาเข็มแล้วฐานโบสถ์ที่ลงโครงไว้แล้วก็ถูกทิ้งร้างไว้อย่างนั้น พวกเดินเข้าไปชมด้านในถ้ำมีพระพุทธเนาวรัตน์ ศิลปะสมัยเชียงแสน องค์ใหญ่ มีถ้ำเล็กถ้ำน้อยเรียงราย อยู่มากมายทางวัดติดไฟสีเขียวบ้าง ชมพูบ้าง ให้บรรยากาศสวยไปอีกแบบ น่าเสียดายที่ขาดการบริหารจัดการ และหย่อนการประชาสัมพันธ์ทำให้วัดดูทรุดโทรมและเงียบเหงาจนน่าใจหาย “หลวงพ่อต้องให้หวยครับ รับรองคนขึ้นเยอะแน่” พ่อแซวหลวงพ่อที่พาเราเดินเข้ามาภายในถ้ำ
“ให้แล้วถูกมันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ถูกสิมันจะแย่นะโยม อาตมาไม่ถนัดแนวนี้หรอก” หลวงพ่อหันมาตอบ
หลังชมถ้ำพอสมควรแก่เวลาเราก็ล่ำลาหลวงพ่อรับน้ำมนต์อีกหน่อยก็จะเดินทางกลับ จบทริปไหว้พระ(ไหว้เจ้า) ส่งท้ายปีเก่าแต่เพียงเท่านี้ จนกว่าจะพบกันใหม่
สวัสดี
Filed under: Uncategorized
20 ธันวาคม 2552 เวลา 9.15 น.
เมื่อได้ฤกษ์พระครูมงคลถามคำถามสุดท้าย(อีกครั้ง) “แน่ใจแล้วนะ………..”
“ครับ” ผมพยักหน้ารับ
พระครูชักสังฆาฎิออกจากบ่า ใจผมรู้สึกหวิวๆยังไงชอบกล
งงๆอยู่เหมือนกันตอนที่พระอาจารย์อีกองค์บอกให้ไปเปลี่ยนชุดแบบฆราวาส
“นี่เราจะสึกแล้วหรอเนี่ย……….”
ผมเดินเข้าห้องน้ำในออฟฟิศ เพื่อถอดสบงและจีวร
หกเดือนกับอีกสองวันกับชีวิตการเป็นพระ สิ้นสุดลง
รู้สึกตัวอีกทีตอนสวมกางเกงใน มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ห่างหายไปนาน
“เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จ “สึก”สวมกางเกงใน”
เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้แล
เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง เตรง เตรง……………………….
Filed under: Uncategorized
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นไม่ต่างจากนวนิยายคลาสสิคยุคเก่า ที่ปราสาทสวยงามหลังโตกลางป่าลึก มันใหญ่โตเกินกว่าที่จะมีใครซักคนอาศัยอยู่เพียงลำพังแต่ทั้งปราสาทก็มี เพียงเจ้าหญิงแสนสวยอยู่องค์หนึ่ง ปราสาทแห่งนี้มีชื่อว่าปราสาทหงส์ขาวเพราะบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยทะเลสาบที่ มีหงส์ขาวอาศัยอยู่จำนวนมาก ไม่มีใครรู้ว่าทำไมปราสาทแห่งนี้ถึงได้มาตั้งอยู่ในที่ห่างไกลจากผู้คนเช่น นี้มันยังคงเป็นปริศนาเช่นเดียวกับข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดเจ้าหญิงผู้เลอโฉม ถึงได้อาศัยอยู่ที่นี่ ไม่มีใครรูว่าชื่ออันแท้จริงของเจ้าหญิงผู้เลอโฉม คนทั่วไปที่ได้พบเห็นเธอต่างพากันเรียกขานตามความงามของเธอว่า “อีสวย”
เจ้าหญิงอีสวยไม่เคยออกไปไหนเลย เธออุดอู้ขังตัวเองอยู่บนหอคอยบนปราสาทหงส์ขาวตลอดเวลา จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีจากปีเป็นหลายๆปี จนมาบัดนี้เธออายุได้สิบแปดปีแล้ว พ่อแม่ของเธอตายลงเมื่อสามปีก่อนทั้งคู่ได้ยกปราสาทหลังนี้ให้ตกเป็นของ สาธารณะ ทางรัฐฯจึงได้เปิดให้ผู้คนได้เข้าชม รายได้จากการเข้าชมปราสาทส่วนหนึ่งถูกเก็บเอาไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการ ดำรงชีวิตของเจ้าหญิงอีสวยตาม คำขอในพินัยกรรมของพ่อแม่ของเธอ
หลังจากปราสาทถูกเปิดได้ไม่นานชื่อเสียงของเจ้าหญิงอีสวยก็ขจรขจายไปทั่ว ผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วสาระทิศเพื่อเข้าชมปราสาท หลายคนมาเพื่อชมความงามของเจ้าหญิงอีสวย ใบหน้าของเธอถูกนำมาทำเป็นของที่ระลึกทั้งที่รองจาน แก้วน้ำ โปสการ์ด หรือแม้กระทั่งแผ่นรองเม้าส์ก็มี เลยคนตั้งคำถามว่าเหตุใดเจ้าหญิงผู้เลอโฉมจึงไม่ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกอย่าง คนปรกติทั่วไป ครั้งหนึ่งเคยมีข่าวลือว่าเจ้าหญิงอีสวยเป็นปอบจึงเก็บตัวเงียบเวลากลางวัน แล้วถอดหัวออกไปหากินขี้ในเวลากลางคืน แต่หลังจากที่รายการเกี่ยวกับผีและวิญญาณหลายรายการได้มาทำการพิสูจน์ตั้ง กล้องอินฟาเหรดรอบปราสาทอยู่หลายคืนก็ไม่พบว่าเจ้าหญิงอีสวยจะถอดหัวบินออก มาซักครั้ง ข่าวลือเรื่องปอบจึงค่อยๆเงียบหายไป
ทุกวันที่ 21 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันเกิดขององค์หญิงอีสวย (ตามที่ได้เเจ้งเกิดไว้กับทางอำเภอ) เจ้าหญิงจะออกมาทีระเบียงบนหอคอยเพื่อให้ผู้คนที่มาเฝ้ารอได้ชมความงามของ เธอ แต่ 21 มิถุนายนปีนี้แตกต่างออกไปจากทุกคราว องค์หญิงเตรียมการที่จะพูดอะไรบางอย่างกับประชาชน มีการเตรียมถ่ายทอดสดไปทั่วทุกมุมโลก
เมื่อเช้าวันนั้นมาถึง เจ้าหญิงอีสวยแต่งตัวในชุดกระโปรงสุ่มไก่สีขาวยาวถึงพื้น เธอย่างก้าวออกมาที่ระเบียงทันทีที่ประตูเปิดออก เธอโบกมือที่สวมด้วยถุงมือสีขาวยาวถึงศอกอย่างสง่างาม เธอเกล้าผมสีดำยาวของเธอเอาไว้ใต้มงกุฎคริสตัลทรงแหลมสูง เข้ากับสร้อยชวาลอฟกี้ทรงน้ำหยดที่เธอสวมใส่ เธอเดินมาหยุดที่ไมค์ที่ตั้งอยู่ริมระเบียง เสียงประชาชนที่มารอฟังเงียบลงเหลือแต่เพียงเสียงลมที่พัดอ่อนผ่านไปบางเบา
เจ้าหญิงอีสวยหยิบกระดาษใบเล็กขึ้นมา “สวัสดีพี่น้องที่รักยิ่งของเรา เราขอขอบคุณที่ท่านทั้งหลายที่มาร่วมแสดงความยินดีกับเราเนื่องในโอกาสวัน เกิดปีที่สิบแปดของเรา เมื่อไม่นานมานี้เราได้ทราบข่าวจากทางโทรทัศน์ที่ลงเรื่องราวเกี่ยวกับตัว เรา เราขอบอกความจริงกับท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ว่า เรา…ไม่ใช่ปอบ….ขอย้ำเรา…..ไม่ใช่ปอบ และเนื่องในโอกาสอันดีเช่นนี้ เราขอที่เล่าถึงเหตุผลที่เราอยู่ที่นี่ให้แก่ท่านทั้งหลายได้ฟัง…….ย้อนกลับ ไปเมื่อสิบเก้าปีที่แล้วมารดาของเราได้ตั้งครรภ์ทันทีที่บิดาของเราทราบ เรื่อง ท่านได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองภายในหมู่ญาติมิตรอันมีอยู่น้อยนิดเต็มที ทุกอย่างดูจะราบรื่นดีแต่แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น พระนางวูดูญาติห่างๆของเราแค้นใจที่ไม่ได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงฉลองในวัน นั้น เมื่อนางรู้ข่าวจึงได้ส่งตุ๊กตาวูดูมาเป็นของขวัญ แต่แท้จริงแล้วมันคือคำสาปที่สาปแช่งเรา……” เจ้าหญิงอีสวยยกมือซ้ายขึ้นมาซับน้ำตาทีหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อไปว่า
“คำสาปวูดูนั้นมีว่าเมื่อเราเกิดมาแล้วจะมีสิริโสมที่งดงามเกินผู้ใด เปรียบ แต่หาได้เดินได้เกินยี่สิบก้าวไม่ หากก้าวเท้าต่อแม้เพียงหนึ่งจักเขาสู่ภวังค์นิทรา จวบจนนาฬิกากุ๊กกูบอกเวลา 11 และ 5 จึงตื่นขึ้นในทันใด ต้องอยู่เพียงลำพังบนหอคอยที่สูงใหญ่ ประตูถูกปิดไว้จะเปิดได้ด้วยกระดิ่งวิเศษบนยอดสูงแห่งแดนเรา” คำพูดของเจ้าหญิงทำให้ประชาชนโดยรอบส่งเสียงอื้ออึงไปทั้งบริเวณ
“ท่านคงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเราจึงต้องอาศัยอยู่ที่นี่ และเนื่องในโอกาสอันดีเช่นนี้เราขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายว่าเรามีความยินดี ที่จะแต่งงานกับชายผู้ใดก็ตามที่สามารถช่วยเราออกไปจากที่นี่และถอนคำสาปวู ดูให้แก่เราได้ เราจะขอรอคอยด้วยความหวัง……สวัสดี” เจ้าหญิงอีสวยยกมือขึ้นโบกกับประชาชนอีกครั้งก่อนหลังกลับเดินเข้าไปในหอคอย ……………..
.
.
.
————————–บทที่2———————————-
“กลับมาสู่ช่วงสุดท้ายของรายการตีสิบเอ็ด วันนี้ผมได้รับเกียรติจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์วูดูผู้ที่จะมาให้คำ ตอบเราเกี่ยวกับคำสาปเจ้าหญิงอีสวย…………………………………”
“คุณสอระย้วยครับ..ผมเป็นด๊อกเตอร์เชื่อผมสิมันไม่มีหรอกวูดงวูดูอารายนั่น….มันเรื่องนิทานหลอกเด็ก..”
“เช้านี้เวลาเก้านาฬิกาเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุรถชนหลายสิบคันบนถนนซุป เปอร์ไฮเวย์สายตะวันตก คาดว่าเกิดจากสภาพอากาศที่มีหมอกลงหนาแน่น อีกทั้งปริมาณรถจำนวนมากที่ต้องการเดินทางไปปราสาทหงส์ขาวทำให้รถติดเป็นทาง ยาวกว่าสิบกิโลเมตร…………….”
“”เมื่อเราเกิดมาแล้วจะมีสิริโสมที่งดงามเกินผู้ใดเปรียบ แต่หาได้เดินได้เกินยี่สิบก้าวไม่ หากก้าวเท้าต่อแม้เพียงหนึ่งจักเขาสู่ภวังค์นิทรา จวบจนนาฬิกากุ๊กกูบอกเวลา 11 และ 5 จึงตื่นขึ้นในทันใด ต้องอยู่เพียงลำพังบนหอคอยที่สูงใหญ่ ประตูถูกปิดไว้จะเปิดได้ด้วยกระดิ่งวิเศษบนยอดสูงแห่งแดนเรา” เรามาวิเคราะห์กันดีกว่านะครับว่าปริศนาคำสาปวูดูนี่มันคืออะไรกัน…….”
วันเวลาผ่านไปเจ็ดปีเร็วเกินคิด
เรื่องราวของเจ้าหญิงอีสวยเงียบหายไปพร้อมกับกาลเวลา เจ้าหญิงยังคงออกมารับการอวยพรจากประชาชนที่มารอชมความงามของเธอทุกวันที่ 21 มิถุนายนของทุกปี อันที่จริงในช่วงปีแรกๆนั้นผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ต่างพา กันไปพิสูจน์ความคลังของคำสาปวูดูแต่ก็หามีใครซักคนไม่ที่สามารถช่วยเจ้า หญิงออกมาจากหอคอยได้ จนนานเข้าผู้คนต่างพากันล้มเลิกความคิดที่จะช่วยเจ้าหญิงออกมารวมถึงตัวเจ้า หญิงเองก็เช่นกัน เธอเริ่มท้อแท้กับการที่จะได้ลิ้มลองอิสรภาพที่เห็นอยู่เพียงแค่เอื้อม แต่เธอยังคงรอคอยอย่างอดทนด้วยความหวังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
จะว่าไปแล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกือบจะมีคนช่วยเจ้าหญิงอีสวยออกมาได้ ย้อนกลับไปเมื่อสามปีที่แล้วนายเรืออากาศผู้หนึ่งขับเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่ เหนือท้องฟ้าเขาคิดที่จะใช้บันไดลิงห้อยลงมาเพื่อให้เจ้าหญิงปืนขึ้นมา แต่แล้วอนิจจาเกิดฟ้าฝ่าหน้าร้อนตอนกลางวันลงที่เฮลิอปเตอร์ลำนั้นจนตกลง ระเบิดไม่เหลือชิ้นดี หลายคนบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ บางคนบอกเป็นเรื่องของความเฮี้ยนของคำสาปวูดู แต่ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ที่แน่ๆบริเวณที่ฮอตกนั้นมีการสร้างศาลเพียงตาเอาไว้ เคยมีคนไปขอหวยแล้วถูกรางวัลที่ 1 สร้างความฮือฮา เลยกลายมาเป็นจุดท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งให้นักท่องเที่ยวได้มาขอโชคขอลาภไป
ที่ระดับความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลบนยอดเขาจู้งเฟรา ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศสวิสเซเลียและสูงที่สุดของทวีปยูโรป้า ผู้คนมากมายต่างพากันขึ้นไปชมความงามของยอดเขา หลายคนพกอุปกรณ์การเล่นสกีติดไม้ติดมือไปด้วย รถไฟเคลื่อนตัวอย่างช้าๆเพื่อจอดที่สถานีสุดท้ายบนยอดเขา “สถานีปลายทางจู้งเฟราจอช กรุณาตรวจเช็คสัมภาระของท่านก่อนลงจากรถ ขอบคุณที่ใช้บริการ” เสียงประกาศแทรกขึ้นระหว่างเสียงเซ็งแซ่ของคนบนรถไฟ
เจิด ชายหนุ่มร่างบางเดินแบกเป้ใบย่อมลงจากรถ เขาขึ้นลิฟต์จากสถานีขึ้นไปอีกหลายชั้นเพื่อไปสัมผัสความงามบนยอดเขา เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกเขามุ่งหน้าออกไปด้านนอก หิมะขาวโผลสุดลูกหูลูกตายอดเขาตั้งตระง่านอยู่เบื้องหน้า เขาสูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่นัยว่าจะเก็บรายละเอียดในทุกสัมผัสอณูอากาศที่ อยู่รอบตัว กระแสลมแรงพัดโหมเข้ามาราวกับว่าจะหอบหิ้วเอาร่างของเขาขึ้นไปในอากาศ ด้วยอุณหภูมิกว่าลบ 20 องศาเซลเซียสมากพอที่จะทำให้น้ำมูกไหลออกมาอย่างไม่ตั้งใจ เขาดื่มด่ำกับความเย็นอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับเข้ามาในตัวอาคารเพราะทนความ หนาวเหน็บไม่ไหว สิ่งที่เขาทำอย่างสุดท้ายก่อนลงมาจากที่นั่น คือเดินไปที่ร้านขายของที่ระลึกเพื่อหาซื้อของบางอย่างที่เขาคิดว่าจะ เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
เจิด เป็นเจ้าชายของเมืองเล็กๆอันไกลโพ้น ที่ปราสาทหงส์แดงบ้านของเขานั้นไม่มีหิมะ ไม่มีแม้กระทั่งหน้าหนาว พ่อเขาตั้งชื่อของเขาตามนักฟุตบอลที่เก่งกาจคนหนึ่งส่วนตัวเจ้าชายเจิดนั้น ฝีมือการเล่นฟุตบอลไม่ได้เศษเสี้ยวส้นเท้าของนักเตะที่เขาอาศัยใช้ชื่อตาม เลยแม้แต่น้อย อันที่จริงปราสาทของเขาที่ได้ชื่อว่าปราสาทหงส์แดงนั้นก็ไม่ได้เป็นเพราะที่ นั่นมีหงส์แดงอาศัยอยู่จำนวนมากแต่อย่างใด เป็นพ่อของเขาเองนั่นแหละที่ตั้งชื่อปราสาทตามสัญลักษณ์ทีมดังที่นักเตะ ฝีมือเยี่ยมสังกัดอยู่ เป็นธรรมเนียมของเมืองโคกอีแร้งบ้านเกิดของเขา ชายหนุ่มเมื่ออายุครบยี่สิบห้าปีต้องออกเดินทางเพื่อหาคู่ครองและเขาไม่ สามารถกลับบ้านเกิดได้อีกหากไม่ได้คู่ครองกลับมา สำหรับชายอื่นในเมืองต่างพากันเดินทางออกนอกเมืองไปเพียงเล็กน้อยเพื่อเสาะ แสวงหาคู่ครองแต่สำหรับเจ้าชายเจิดแล้วเป้าหมายของเขาไกลกว่านั้นมากทีเดียว
“พ่อครับ ผมขอลาไปหาคู่ครอง ณ ดินแดนอันไกลโพ้น….” เจ้าชายเจิดพูด
“ลูกรักเจ้าจะไปที่ไหนกันเล่า……..” พ่อถาม
“ข้าจะเดินทางไปยังปราสาทหงส์ขาว เพื่อช่วยเจ้าหญิงอีสวยและนางจะเป็นคู่ครองของข้า………” เจ้าชายเจิดมีสีหน้าจริงจังแววตาของเขามุ่งมั่น
“มันจะไม่ไกลเกินเอื้อมไปหรือลูกรัก การเดินทางนั้นก็แสนยากลำบาก กว่าจะนั่งเรือบินไปถึงที่นั่นก็ใช้เวลากว่าครึ่งวัน ครึ่งคืน…อากาศก็ใช่ว่าจะอบอุ่นเหมือนเช่นดังบ้านเรา อาหารการกินนั้นก็ต่างกันลิบลับเจ้าจะทนอยู่ได้อย่างไรกัน”
“พ่อข้า สำหรับข้าแล้วสิ่งใดที่ได้มาโดยง่ายย่อมไร้ค่า แม้หนทางจะลำบากอย่างไรก็ไม่อาจขัดขวางความมุ่งมั่นของข้าได้”
“แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรื่องราวของเจ้าหญิงอีสวย แห่งปราสาทหงส์ขาวนั่นเป็นเรื่องจริง มันอาจเป็นเพียงมายาคติที่ฝรั่งตาน้ำข้าวปั้นแต่งเพื่อหลอกขายของให้กับเรา ก็ได้….”
“มันมิใช่เพียงเรื่องลวงโลกหรอกพ่อข้า นี่ไงอีเมล์เหล่านี้เป็นหลักฐาน ข้าค้นคว้าหาข้อมูลมาหมดแล้วปราสาทหงส์ขาวนั้นมีอยู่จริงเช่นเดียวกับเจ้า หญิงอีสวย ข้าได้ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์แฟนคลับเจ้าหญิงอีสวยมาแล้ว นี่ไงเรื่องราวที่ผู้ที่เคยได้ไปลองพยายามช่วยเจ้าหญิงอีสวยต่างมาลงบทความ เเลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างมากมาย ด้วยข้อมูลเหล่านี้ข้าเชื่อแน่ว่าข้าต้องทำได้………”
“เอาเถิด…เห็นทีคงยากจะขัดใจเจ้า นี่เป็นทรัพย์สมบัติที่พ่อเตรียมที่จะยกให้เจ้าในวันที่เจ้าแต่งงานจงรับไป เถิดแล้วใช้มันเพื่อตามหาคู่ครองของเจ้า…..”
เจ้าชายเจิดรับมอบใบรายการทรัพย์สมบัติมากางออกดู มีทั้งโคเทียมเกวียน หอกเจ็ดสี ลูกปัดหิน และของมีค่าอื่นๆอีกมากมายของโคกอีแร้ง
“เจิดลูกข้า ก่อนที่เจ้าจะไปพ่อมีคำถามข้อหนึ่งอยากถามเจ้า…………หากแม้นว่าเจ้าช่วยองค์ หญิงอีสวยได้จริงดั่งตั้งใจ แต่เจ้ากลับพบว่านางมิใช่คู่ครองที่แท้จริงของเจ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้วเจ้า จะทำเช่นไร”
“พ่อข้า ข้าเองก็จนปัญญาจะตอบคำถามนั้น ข้ารู้แต่เพียงว่าข้ามีความมุ่งมั่นตั้งใจและข้อสำคัญ ข้ามีความหวัง….ขอเพียงข้าได้ทำในสิ่งที่ข้าปรารถนาผลลัพธ์ปลายทางนั้นเป็น เพียงรางวัลปลอบใจ ชัยชนะรายทางต่างหากเล่าคือสิ่งที่ข้าต้องการ”
“หากเป็นเช่นนั้นข้าของอวยพรให้เจ้าจงโชคดี…..พ่อจะรอเจ้าที่ปราสาทหงส์แดงแห่งนี้”
“เช่นนั้นแล้ว ข้าพเจ้าขอทูลลา……..”
เจ้าชายเจิดขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ได้มา เขาได้เงินมาร้อยล้านล้านรูปู(รูปู เป็นสกุลเงินท้องถิ่นของโคกอีแร้ง)แต่เมื่อนำเงินไปแลกที่ธนาคารเป็นสกุล เงินสวิสเฟื้องแล้ว เงินที่ได้กลับเพียงพอเป็นค่าตั๋วเรือบินได้เพียงขาเดียวกับพ็อกเก็ตมันนี่ อีกเล็กน้อยเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเจ้าชายเจิดไม่ สำหรับเขาแล้วในเวลานี้มีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่านั้นมาก
“มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ….” ชายชราเจ้าของร้านขายของที่ระลึกสอบถามลูกค้าหน้าใหม่ที่เดินเข้ามาในร้าน
“คุณพอจะบอกผมได้มั้ยครับว่า ผมจะหากระดิ่งสวิสเซอเลียได้ที่ไหน”
“เธอมาถูกที่แล้วหล่ะพ่อหนุ่ม……ร้านของฉันมีกระดิ่งสวิสเซอเลียให้เธอ เลือกมากมายจนเธอคาดไม่ถึงเลยหล่ะ” ชายชราเดินนำทางเจ้าชายเจิดเข้าไปในร้าน “นี่ไง…….เลือกเอาเถิด เลือกชิ้นที่เธอถูกใจ”
เจิดเดินเลือกกระดิ่งอย่างเชื่องช้า เขาพินิจพิเคราะห์มันอย่างละเอียดทีละชิ้น ทีละชิ้น จนมาหยุดที่กระดิ่งชิ้นหนึ่ง มันเป็นกระดิ่งทองเหลืองสายคล้องทำจากหนังสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีขนสีขาว เขายกมันขึ้นเขย่าครั้งหนึ่งเสียงของมันดังกังวลจับจิตจับใจเขายิ่งหนัก เจิดเชื่อมั่นในลางสังหรณ์เขามั่นใจว่ากระดิ่งพวงนี้มันจะช่วยเติมเต็มความ ฝันของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
“ตาถึงมากพ่อหนุ่ม นี่เป็นกระดิ่งชิ้นสุดท้ายแล้ว รุ่นนี้ไม่มีการผลิตออกมาอีกแล้ว ฉันคิดว่ามันจะนำโชคดีมาสู่เธอย่างแน่นอน” ชายชราพูด
“งั้นผมขอซื้อชิ้นนี้แล้วกันครับ………”
เจิดวางกระเป๋าเป้ใบย่อมของเขาลงบนเคาว์เตอร์ เขาทยอยนำของหลายๆชิ้นออกมาเพื่อหากระเป๋าสตางค์ของเขา หนึ่งในนั้นเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่หน้าปกเขียนเอาไว้ว่า “ลายแทงพิชิตปราสาทหงส์ขาว เจ้าหญิงอีสวย” เจิดจ่ายเงินเรียบร้อยเขาอำลาชายชราเพื่อออกตามทำความฝันของเขา
“เฮ้อ……พวกหัวดำนี่มันโง่บรมเลย…………..”ชายชราบ่นพึมพำกับตัวเองหลังจากที่เจิดเดินจากไป
.
.
.
—————บทที่3——————————
ผ่านไปสองวันหลังจากที่เจ้าชายเจิดลงจากจูงเฟร้า เขาเดินทางลัดเลาะไปตามเมืองต่างๆจนมาถึงปราสาทหงส์ขาว มันเป็นเวลาเย็นมากแล้วแต่บริเวณโดยรอบยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แสงแดดอ่อนสาดส่องมาทำให้ปราสาทมีสีชมพูแกมม่วง ตัดกับสีเขียวของใบสนที่แตกใบใหม่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ หอคอยเจ้าหญิงอีสวยมองเห็นได้แต่ไกลไม่มีใครรู้ว่าองค์หญิงทำอะไรอยู่ข้างใน หอคอยนั่น “ชมปราสาทเชิญรับบัตรคิวด้านซ้าย…..ช่วยองหญิงเชิญรับบัตรคิวด้านขวา…” เสียงพนักงานต้อนรับตะโกนบอกแก่ผู้มาใหม่ เจิดไม่รอช้าเขาเร่งฝีเท้าเพื่อไปต่อคิวด้านขวาในทันที แถวสำหรับชายหนุ่มผู้ต้องการมาช่วยเจ้าหญิงทอดยาวตั้งแต่ปากประตูหอคอย เรื่อยไปตามแนวทางเดินวกวนไปมายาวกว่ากิโลเมตร
“เสียใจด้วยนะพ่อหนุ่ม เธอคงต้องมาใหม่วันพรุ่งนี้แล้วหล่ะ” หญิงชราผู้คอยแจกบัตรคิวพูด
“อ้าว….ทำไมหล่ะครับ…” เจิดสงสัย
“เธอมองไปที่แถวนั่นสิ…นี่ยังเหลืออยู่อีกว่าพันคิวเลยนะ กว่าจะถึงคนสุดท้ายก็ดึกมากแล้ว ที่นี่เปิดให้บริการถึงแค่สี่ทุ่มเท่านั้นจ๊ะ…มันเป็นกฎหมายหน่ะ สถานประกอบการห้ามเปิดเกินวันละ 12 ชั่วโมง………เอาไว้วันหลังเธอค่อยมาใหม่แล้วกันนะ”
“โอ้ว….ไม่นะ ได้โปรดเถิดครับผมเดินทางมาไกลเหลือเกิน เห็นใจผมเถิดครับ”
“ไม่ได้หรอกจ๊ะ….กฎต้องเป็นกฎ…” พูดจบหญิงชราก็นำโซ่มาคล้องที่ปากทางเข้าพร้อมป้ายตัวโตที่เขียนว่า “ปิด”
เจิดทรุดกายนั่งพักลงที่ตรงริมทางเดินนั้น ที่จริงแล้วมันดูไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยในเมื่อเขาได้เดินทางมาถึงที่นี่ แล้วถ้าจะรออีกซักวันสองวันจะเป็นไรไป เจิดควรจะหาที่พักแล้วกลับมาในเช้าวันใหม่แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เรื่อง ง่ายขนาดนั้น เจิดเปิดกระเป๋าสตางค์ของเขาออกดู เขาพบกับปัญหาใหญ่เข้าเสียแล้ว เขาเหลือเงินติดกระเป๋าอยู่เพียงไม่กี่สวิสเฟื้อง อย่างว่าถึงเปิดโรมแรมนอนเลยแค่เพียงหาขนมปังกับซุปอุ่นๆกินซักถ้วยยังไม่ รู้จะพอหรือไม่ “เงินหายไปไหนหมดวะ” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง
จะว่าไปแล้วเงินที่เขามีติดกระเป๋าก็ไม่ได้มากมายเท่าใดนัก เขารู้ข้อจำกัดข้อนี้ดีตั้งแต่แรกเพียงแต่เจิดไม่คิดว่ามันจะมาหมดลงในช่วง เวลาเร็วเช่นนี้ เขารื้อค้นเป้ใบน้อยดูอีกครั้งเพื่อหาอะไรที่พอจะกินได้บ้าง ค่ำวันนั้นเจิดมีเพียงช็อคโกแลตครึ่งแท่งกับน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวดเป็นมื้อ เย็น เขาเอร็ดอร่อยกับอาหารมื้อนี้อย่างที่สุด มันคือรสชาติของอดุมการณ์อันแรงกล้าในตัวของเขา เขาดื่มด่ำกับรสชาติของมันจนถึงหยดสุดท้าย “ในที่สุดเราก็มาถึงที่นี่” เขาพูดกับตัวเอง
เจิดนั่งทบทวนความทรงจำดีที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางมายังปราสาทหงส์ ขาวแห่งนี้ เขาได้พบกับเพื่อนใหม่ๆมากมาย ได้เห็นสถานที่แปลกๆใหม่ๆที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาหยิบสมุดไดอารี่ขึ้นมาเพื่อบันทึกอะไรบางอย่างที่เขาพึ่งนึกขึ้นได้
“19 มิถุนายน….มีเรื่องหนึ่งที่เกือบลืมไปแล้วสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ นึกขึ้นได้พอดีเลยต้องรีบจดเอาไว้ก่อน เมื่อคืนนี้หลังมื้อค่ำระหว่างที่เดินหาโรงแรมพักในเมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า กามิซ ได้เจอกับลุงอ้วนผู้ใจดีโดยบังเอิญแกเชื้อเชิญให้ไปพักที่บ้านของแก หลังจากได้คุยกันพอสมควรจึงได้รู้ว่าลุงอ้วนมีเมียเป็นคนโคกอีแร้งบ้านเรา เอง แต่เมียแกตายได้ห้าปีแล้วลูกชายคนเดียวของลุงแกก็ไปเรียนเสียต่างเมือง แกบอกว่าเห็นเราครั้งก็นึกถึงลูกชายขึ้นมาทันทีเลย เรานั่งคุยกันจึงดึกดื่นส่วนใหญ่จะเป็นลุงแกที่เป็นฝ่ายเล่าเรื่องราวชีวิต ที่ผ่านมาของแก เราจะได้พูดบ้างก็แค่เล่าเพียงคร่าวๆว่าที่โคกอีแร้งมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อ่อ….พอลุงแกรู้ว่าเรามาที่นี่เพื่อจะมาช่วยเจ้าหญิงอีสวย แกถึงกับหัวร่องอหายจนท้องคดท้องแข็ง แกบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าหากจะมีใครที่สามารถช่วยเจ้าหญิงได้ก็คงมีคนช่วยเธอออกมาตั้งนาน แล้ว คงไม่ต้องรอถึงแปดปีเพื่อให้เจ้าชายต๊อกต๋อยจากโคกอีแร้งมาช่วยหรอก แกเองก็เคยเป็นหนึ่งคนที่อยากจะพิชิตปราสาทหงส์ขาวแต่ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายแกก็อวยพรให้เราโชคดี รุ่งเช้าก่อนออกจากเมืองลุงขับรถมาส่งเราที่สถานีแกได้มอบของขวัญให้เราชิ้น หนึ่ง มันเป็นนาฬิกากุ๊กกูเรือนเล็ก ที่แกบอกว่าจำลองมาจากของจริงที่อยู่ในปราสาทหงส์ขาวเลยทีเดียว…….”
“ช่วยเซ็นรับพัสดุด้วยครับ……….” ชายร่างอ้วนในชุดบุรุษไปรษณีย์พยายามส่งเสียงปลุกเจิดให้ตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่
เจิดสลึมสลือลืมตาขึ้นมา เขาพบว่าตัวเองมานั่งหลับอยู่ที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่แจกบัตรคิว
“ช่วยเซ็นรับพัสดุด้วยครับ…..ผมจะรีบไป” ชายร่างอ้วนยื่นกระดาษใบหนึ่งให้เจิดเซ็น
เจิดรับมันมาเซ็นแล้วส่งคืนไป ชายร่างอ้วนส่งกล่องใบใหญ่ให้เจิดใบหนึ่ง กล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสใบนี้ใหญ่พอสมควรแต่บางเอามากๆทีเดียว ถ้ามองโดยผิวเผินคงคิดว่าเป็นกล่องพิซซ่าขนาดยักษ์เป็นแน่ ชายร่างอ้วนจากไปทิ้งให้เจิดนั่งงงอยู่ที่ตรงนั้น มันยังเป็นเวลาเช้าตรู่ เช้าเกินกว่าที่จะมีเจ้าหน้าที่มาทำงาน เจิดคิดว่าจะเก็บกล่องใบนี้เอาไว้รอจนเจ้าหน้าที่มาถึงเพื่อมอบต่อให้เขา
เจิดนั่งพินิจพิจารณากล่องใบนั้นอยู่นาน เขาสังเกตเห็นอะไรแปลกๆที่หน้ากล่องใบนั้น พัสดุนี้จ่าหน้าถึง “ปราสาทหงส์ขาว” เจิดรู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดผู้ส่งถึงได้เขียนชื่อผู้รับเป็นสถานที่ เมื่ออ่านต่อไปเรื่อยๆจนถึงบรรทัดสุดท้ายเขาก็ได้พบกับข้อความที่ทำให้เขา ต้องฉงนเข้าไปอีก ข้อความด้านล่างเขียนว่า “ถึงใครก็ตามที่ได้รับพัสดุนี้จงรีบเปิดออกโดยด่วนทันทีที่พัสดุนี้ถูกส่ง ถึงปราสาทหงส์ขาว”
เจ้าชายเจิดตัดสินใจทำตามคำบอกที่เขียนเอาไว้บนกล่อง เขาคิดว่าอาจจะมีเรื่องสำคัญเร่งด่วนอะไรบางอย่างเป็นแน่ เมื่อเปิดกล่องออกดูเขาก็พบกับกระดาษสองใบกับกระด้งใบใหญ่อีกหนึ่งใบ เจิดยกกระดาษใบหนึ่งขึ้นมาดู
“ถึงใครก็ตามที่อ่านจดหมายจดฉบับนี้อยู่ นี่คือจดหมายจากจองกองมรดกของวูดู ว่าร่า ประเทศแอฟรีกาน่า ทางเราของแจ้งให้ทราบว่าเราพึ่งได้ค้นพบจดหมายฉบับนี้(ที่แนบมาด้วย) เมื่อไม่นานมานี้เอง วูดู ว่าร่า หรือที่รู้จักกันในนามคุณป้าวูดู เธอได้เขียนจดหมายฉบับนี้เอาไว้และเตรียมที่จะส่งตั้งแต่ยี่สิบห้าปีที่แล้ว แต่ทว่าท่านได้เสียชีวิตโดยที่ยังมิได้ส่งและไม่มีใครได้ล่วงรู้ถึงการมี อยู่ของจดหมายฉบับนี้ จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางกองมรดกได้เปิดบ้านของคุณป้าวูดูเพื่อให้สาธารณะชน ได้ชม เราจึงได้พบจดหมายฉบับนี้ ทางเราจึงได้รีบจัดส่งมาให้แก่ปราสาทหงส์ขาวเป็นการเร่งด่วน”
เจิดรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาดเมื่ออ่านจดหมายฉบับแรกจบลง เขามีลางสังหรณ์ว่าจดหมายนี้คงจะมีความสำคัญกับเจ้าหญิงอีสวยเป็นแน่ เขารีบหยิบจดหมายฉบับที่สองขึ้นมาอ่าน
“จอชน้องรัก…..
เมื่อเธอเกิดสิริโสมที่งดงามเกินผูใดเปรียบ แต่หาได้เดินได้เกินยี่สิบก้าวไม่ หากก้าวเท้าต่อแม้เพียงหนึ่งจักเขาสู่ภวังค์นิทรา จวบจนนาฬิกากุ๊กกูบอกเวลา 11 และ 5 จึงตื่นขึ้นในทันใด ต้องอยู่เพียงลำพังบนหอคอยที่สูงใหญ่ ประตูถูกปิดไว้จะเปิดได้ด้วยกระด้งวิเศษบนยอดสูงแห่งแดนเรา
เธออาจกำลังแค้นเคียงในสิ่งที่พี่ทำกับลูกของเธอ ใจจริงแล้วพี่ไม่ได้ต้องการที่จะสาปแช่งลูกของเธอเช่นนั้นหรอก พี่เพียงต้องการให้บทเรียนแก่เธอที่ลืมญาติของเธอคนนี้ พี่มีข่าวดีมาบอกเธอ พี่ได้ส่งกระด้งมาให้ด้วยมันจะช่วยเปิดประตูหอคอยตามคำสาปของพี่ มันเป็นกระด้งวิเศษที่ผ่านการจากปลุกเสกจากหลวงพ่อบันได ลามะบนยอดเขาสูงในธิเบต
จอชน้องรัก พี่ยังมีข่าวร้ายที่จะบอกเธออีกข้อหนึ่ง พี่เผลอทิ้งสมุดบันทึกคาถาถอนมนต์คำสาปไปรวมกับหนังสือและกระดาษอื่นที่พี่ ได้นำไปแลกไข่ไปเรียบร้อยแล้ว พี่ขอโทษจริงๆเธอจะเกลียดจะโกรธพี่อย่างไรพี่ยินยอม ลูกของเธอคงไม่มีทางที่จะเดินได้เกินยี่สิบเก้า พี่เสียใจด้วยจริงๆ ตอนนี้พี่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สุมดเล่มนั้นคืนมา พี่ยังเก็บไข่ไก่ที่แลกมาได้ไว้อยู่เพื่อเป็นหลักฐาน ขอเธอจงอย่าสิ้นหวัง แล้วจะรีบติดต่อมา
วูดู วาร่า”
เจ้าชายเจิดรีบเปิดกระเป๋าเป้เพื่อหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา เขาพลิกมันออกดูอย่างรับร้อน “โถ่…เจ้าหญิง อย่างนี้เองถึงไม่มีใครช่วยเธอได้” เจิดบ่นพึมพำ เขารีบเก็บข้าวของแล้ววิ่งไปที่ประตูหอคอยเขาพบความจริงที่ว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่จะเปิดประตูปราสาทหงส์ขาวได้ไม่ใช่”กระดิ่ง” แต่เป็น “กระด้ง” ด้วยเหตุนี้เองจนไม่มีใครสามารถช่วยเธอออกมาได้เพราะทุกคนล้วนคิดว่าต้องใช้ กระดิ่งในการเปิดประตูหอคอย “โถ่เจ้าหญิง….” เจิดยังคงพึมพำกับตัวเอง
เมื่อถึงหน้าประตูหอคอยเจ้าชายเจิดยกกระด้งขึ้นกวัดแก่วง ทันใดนั้นก็เกิดหมอกควันขึ้นคละคลุ้งไปทั้งบริเวณ ประตูไม้บานใหญ่หน้ากว่าสิบนิ้วเปิดออกอย่างเชื่องช้า เจิดรีบวิ่งขึ้นไปตามทางบันไดวนสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป สองพันสี่ร้อยสิบเก้าขั้น เขาวิ่งเหมือนคนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความพยายามของเขาใกล้สำเร็จ เป้าหมายของเขาใกล้เข้ามาแล้ว……
เพียงชั่วอึดใจ เจิดก็ขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของหอคอย เจ้าหญิงอีสวยหลับใหลอยู่บนที่นอนหนานุ่ม เจิดทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆเตียงของเจ้าหญิงอีสวย เขาอยากปลุกเธอเหลือเกินเขาอยากให้เธอได้อ่านจดหมายทั้งสองฉบับที่เขาถือ อยู่ในมือ เจิดเอื้อมมือไปจับมือของเจ้าหญิงอีสวย เขาสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มเหมือนสัมผัสของแม่เมื่อตอนเขายังเด็ก ใบหน้าของหน้าเจ้าหญิงยังคงสวยแม้ในเวลาหลับ ความงามของเจ้าหญิงอีสวยสะกดเขาราวต้องมนต์ ความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดเหือดหายไป เขาเผลอโน้มตัวไปจูบเธอ
เจ้าหญิงอีสวยตื่นขึ้น เจิดตกใจรีบยกตัวขึ้นเขารู้สึกระอายใจเหลือเกินที่ล่วงเกินเจ้าหญิง “ให้อภัยข้าด้วยเถิดเจ้าหญิงความงามของเจ้าสะกดข้าราวต้องมนต์”
“ท่านเป็นใครกัน……….. เหตุใดจึงสามารถขึ้นมาบนนี้ได้ ….หรือท่านคือผู้ที่จะช่วยเราสู่อิสรภาพ……..บอกข้าเถิดหากเป็นเช่นนั้น” เจ้าหญิงอีสวยรู้สึกตื่นเต้น เธอไม่เคยได้พบปะกับใครในระยะใกล้เช่นนี้มาก่อน
“รับนี่ไว้เถิดแล้วเจ้าจะเข้าใจทุกอย่าง…….” เจิดส่งจดหมายสองฉบับให้เจ้าหญิงอ่าน
เจ้าหญิงอีสวยรับมันมาอ่านแต่โดยดี “โถ่….ป้าวูดู ทำไมท่านถึงทำกับเราเช่นนี้…….โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม…..ไม่ยุติธรรมเลย” เจ้าหญิงเริ่มร้องไห้ เธอรู้สึกเศร้าใจกับความโชคร้ายของตน
เจิดรู้สึกเสียใจตามเจ้าหญิงอีสวยไปด้วย เขาเข้าไปกอดเธอไว้ในอ้อมแขน “โลกนี้ยังมีความไม่ยุติธรรมอีกมากเจ้าหญิงที่รัก แม้คำสาปยังไม่ถูกถอนแต่อย่างน้อยท่านก็ได้รับอิสรภาพ หากเจ้ามัวเศร้าเสียใจในสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ชีวิตของเจ้าจะเดินหน้าได้ อย่างไร”
เจ้าหญิงผลักเจิดออก “ท่านไม่เข้าใจหรอก แม้ข้าได้มาซึ่งอิสรภาพแต่อิสรภาพของข้านั้นไกลแค่เพียงยี่สิบฝีก้าวเท่า นั้นเอง นี่หรือที่ท่านเรียกว่าอิสระภาพ..”
เจิดนิ่งไปเขาไม่รู้จะโต้แย้งข้อกังขาของเจ้าหญิงอีสวยอย่างไรได้ แต่เเล้วในเสี้ยวความคิดเจิดก็คิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง…..
.
.
.
————บทส่งท้าย————-
“สายวันนั้นเจ้าหน้าที่ประจำปราสาทมาถึงที่ทำงานพร้อมกับพบว่าหอคอยที่ เคยถูกปิดตายบัดนี้ถูกเปิดออก ภายในนั้นว่างเปล่า ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าหญิงอีสวยหายตัวไปได้อย่างไร มันยังคงเป็นปริศนาตราบจนถึงทุกวันนี้ เอาหล่ะ นิทานจบแล้วหลับได้แล้วจ๊ะลูกรัก” ชายหนุ่มพูด เขาลุกจากเก้าอี้ ก้มลงไปจูบเด็กหญิงที่หน้าผากที่หนึ่ง “ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ….”
“เดี๋ยวสิคะพ่อ………แล้วเจ้าชายช่วยเจ้าหญิงออกมาได้ยังไงหล่ะคะ” เด็กหญิงขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง
ชายหนุ่มจับตัวเธอโน้มลงนอนดังเดิม “มันเป็นความลับของจักรวาลจ๊ะ……………..” ชายหนุ่มยิ้ม
“พ่ออ้า………..บอกหนูหน่อยสิค้า หนูสัญญาจะเก็บมันเป็นความลับ.” เด็กหญิงรบเร้า
ชายหนุ่มโน้มตัวไปใกล้เด็กหญิงและกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูเธอ
“จริงหรือคะพ่อ………..” ชายหนุ่มพยักหน้า
“ทำอะไรกันอยู่จ๊ะสองพ่อลูก………….” หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาให้ห้อง
“เอาหล่ะ….นอนได้แล้วเด็กดีของพ่อ…..” ชายหนุ่มพูด
“แม่จะปิดไฟแล้วน้า……..” หญิงสาวเดินไปปิดโคมไฟที่หัวเตียง ก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากเด็กหญิงครั้งหนึ่ง
ชายหนุ่มและหญิงสาวเดินออกจากห้องไป
“18 19 20………….” หญิงสาวหยุดเดิน เธอหันมามองที่ชายหนุ่ม เขาพยักหน้าให้เธอ หญิงสาวกอดแขนเขาไว้แล้วก้าวเท้าต่อไปอีกหนึ่งก้าว เธอสลบไปในทันทีทั้งที่ยังยืนเกาะแขนชายหนุ่มอยู่ ชายหนุ่มดูไม่มีทีท่าตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาล้วงไปในกระเป๋ากางเกงหยิบนาฬิกากุ๊กกูเรือนเล็กขึ้นมา เขาไขลานมันให้เข็มสั้นเดินไปที่เลข 11 บนหน้าปัดนาฬิกา เสียงกุ๊กกู กุ๊กกูดังขึ้นจากนาฬิกาเรือนนั้น หญิงสาวตื่นขึ้นในทันใด ทั้งสองออกก้าวเดินอีกครั้ง
“1…2..3….4….” เธอเริ่มนับก้าวที่เดิน
“พอเถอะที่รัก ไม่ต้องนับแล้วหล่ะ….” ชายหนุ่มก้มตัวเล็กน้อยเพื่ออุ้มเธอเอาไว้ในอ้อมแขนทั้งสองของเขา
“ไม่เป็นไรฉันเดินเองได้น่า………ลำบากคุณป่าวๆ” หญิงสาวพูด
“ลำบากอะไรกันเล่า……..สองพันกว่าขั้นลงจากหอคอยผมก็เคยอุ้มคุณมาแล้วนะ………………….”
“จ้าพ่อคนเก่ง…………” เธอยิ้มหวานให้เขา
——————–จบ—————————————————————————–
Filed under: Uncategorized
ความรักเป็นเรื่องของเวลา
เวลาที่มักจะสายไปเสมอ
มันคงจะดีถ้าเรารู้ว่าควรจะทำอะไร เมื่อไหร่
มันคงจะดีถ้าเราสามารถเวลาย้อนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต
แต่ในความเป็นจริงเวลาก็เหมือนสายน้ำที่ผ่านไปแล้วไม่เคยไหลย้อนกลับ
ถึงจะมีนาฬิกาก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเราก็ยังไม่รู้ “เวลา” อยู่นั่นเอง
Filed under: Uncategorized
สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเองซักนิดนึงก่อนนะครับพี่ ผมชื่อมานะครับผมอายุ 22 ปีหลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมีชื่อในกรุงก็กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนอกครับ ตอนนี้ผมยังหางานทำไม่ได้เลยครับคงเพราะเศรษฐกิจไม่ดี จริงๆแล้วผมก็ไปสมัครอยู่หลายที่เลยนะครับแต่ก็ยังไม่เห็นมีทีไหนเรียกไปสัมภาษณ์ซักที แต่ที่ผมเล่ามาทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับจุดประสงค์ที่ผมเขียนเมลมาหาพี่หรอกนะครับเพียงแต่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยที่จะสนทนากับคนแปลกหน้าที่ได้ไม่รู้จักกันมาก่อนน่ะครับ ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเเนะนำตัวเองให้พี่ได้รู้จักผมบ้าง
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมขอเข้าประเด็นเลยแล้วกันนะครับ เรื่องมีอยู่ว่าผมได้ไปซื้อดีวีดีมาแผ่นหนึ่งจากร้านขายหนังแผ่นในห้างสรรพสินค้า เรื่องความสุขของกะทิครับผมอยากดูเรื่องนี้มาตั้งแต่ที่หนังเข้าโรงแล้วครับที่อยากดูก็เพราะว่าผมได้มีโอกาสอ่านตอนที่ยังเป็นหนังสือรู้สึกสนุกดีเลยอยากรู้ว่าเค้าเอามาทำเป็นหนังแล้วจะเป็นยังไง ตอนนี้หนังสือเล่มนี้ที่ผมซื้อมาก็หายไปแล้วครับเพราะเพื่อนยืมไปแล้วให้คนอื่นยืมไปอีกทีจนตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยครับว่าอยู่ที่ใคร แผ่นที่ผมซื้อมาน่าเป็นแผ่นจริงนะครับเพราะมีกล่องใส่เรียบร้อยแล้วก็มีตราประทับที่ด้านหลังไม่ใช่แผ่นปั้มไก่กาที่เค้าก๊อปขายกัน พอผมกลับมาถึงบ้านก็ลองเปิดดูกับเครื่องเล่นดีวีดี เล่นไม่ได้ครับ พยายามอยู่หลายครั้งเครื่องก็ขึ้นว่าเออเร่อตลอด ทั้งที่หนังแผ่นอื่นๆก็ดูได้ตามปกติ ในตอนนั้นผมจึงสันนิษฐานว่าคงจะโดนแผ่นผีย้อมแมวมาหลอกขายกันแน่ๆ อย่างไรก็ดีผมยังไม่หมดความพยายามผมเลยลองนำแผ่นไปเปิดกับโน้ตบุ๊คของผมดู
อ้อ..ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตอธิบายเกี่ยวกับเจ้าโน้ตบุ๊คของผมซักเล็กน้อยนะครับ ผมใช้เครื่องยี่ห้อ เอเซอร์ รุ่นเทรเวิลเมท 3210 เป็นเครื่องเก่าครับซื้อได้หลายปีแล้วผมเคยเอาเครื่องไปลงวินโดว์ใหม่มาแล้วสองครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เอง วินโดว์ที่ผมลงใหม่เป็นวินโดว์ เอ็กพี 2008 ครับ ผมไม่ได้ลงเองหรอกนะครับไปให้ที่ร้านเค้าลงให้ นอกจากวินโดว์แล้วทางร้านก็ยังได้ลงโปรแกรมต่างๆให้ผมอีกพอสมควรอย่างเช่นโปรแกรมเนโร โปรแกรมแอนตี้ไวรัส อะไรทำนองนี้อ่ะครับ รวมเบ็ดเส็ดแล้วค่าบริการสามร้อยบาทครับพี่คิดว่ามันแพงไปมั้ยครับ โดยส่วนตัวผมถือว่าเป็นราคาที่ยอมรับเพราะถ้าผมลงวินโดว์เองอันดับแรกผมก็ต้องไปหาซื้อแผ่นโปรแกรมมาก่อนซึ่งราคาก็คงประมาณร้อยสองร้อยบาทแล้ว เมื่อรวมกับค่าเสียเวลาที่ผมต้องลงวินโดว์ด้วยตัวเองและค่าเดินทางเพื่อไปหาซื้อแผ่นโปรแกรมมาอีกก็คงจะใกล้เคียงกับสามร้อยบาที่ต้องจ่ายอยู่ดี
ผมจึงตัดสินใจให้ทางร้านลงวินโดว์ใหม่ให้ตอนที่เอาโน้ตบุ๊คไปให้ที่ร้านผมก็เอาแผ่นไดรฟ์เวอร์ที่มากับเครื่องตั้งแต่ตอนที่ซื้อเครื่องมาใหม่ๆไปให้เค้าด้วย เพราะคราวก่อนที่ผมลงวินโดว์ใหม่ด้วยตัวเองนั้นผมได้รับคำแนะนำจากที่ศูนย์เอเซอร์ว่าโน้ตบุ๊คนั้นเมื่อลงวินโดว์ใหม่จะต้องลงไดรฟ์เวอร์ใหม่ด้วย แต่ที่ร้านเค้ากลับใช้วิธีการแบล็กอัพไดรฟ์เวอร์ทั้งหมดของผมเก็บเอาไว้ในฮาร์ดไดรฟ์ดีแล้วจึงลงวินโดว์ใหม่ในฮาร์ดไดรฟ์ซีแทนการมาลงไดรฟ์เวอร์จากแผ่นซีดีหลังการลงวินโดว์ครับ ซึ่งผมก็พบว่าการใช้งานระบบต่างๆก็เป็นปกติดีครับ
ผมขอกลับมาที่เรื่องความสุขของกะทิอีกครั้งนะครับ หลังจากที่ผมไม่สามารถเปิดเล่นแผ่นจากเครื่องเล่นดีวีดีได้ผมได้ลองนำมาเปิดกับโน้ตบุ๊คของผมด้วยโปรแกรมพาวเวอร์ดีวีดีผลปรากฎว่าสามารถเปิดดูได้แต่เสียงกับกระตุกอยู่ตลอดเวลาจนน่ารำคาญ ไม่ทราบว่าอย่างนี้เกิดจากสาเหตุอะไรครับพี่ เป็นเพราะการลงไดรฟ์เวอร์ด้วยวิธีแบ็กอัพแทนการลงจากแผ่นหรือเปล่าครับผมควรลงไดรฟ์เวอร์ใหม่อีกครั้งด้วยการลงจากแผ่นไหมครับหรือว่าควรจะลงวินโดว์ใหม่เลย หรือว่าปัญหามันเกิดจากทางร้านลงพาวเวอร์ดีวีดีให้ผมมาไม่สมบูรณ์ แล้วถ้าผมลงโปรแกรมพาวเวอร์ดีวีดีใหม่ผมจะหายไหมครับ แล้วถ้าต้องลงใหม่จริงผมจะหาโปรแกรมพาวเวอร์ดีวีดีได้จากที่ไหนได้บ้างครับนอกจากการไปซื้อแผ่นโปรแกรม พี่พอจะแนะนำเว็บไซต์ที่แจกโปรแกรมให้ดาวน์โหลดได้ฟรีให้ผมได้ไหมครับ หรือว่าจริงๆแล้วปัญหาอยู่ที่แผ่นหนังที่ผมซื้อมาเป็นแผ่นปลอมจริงๆพี่พอจะมีวิธีตรวจสอบได้มั้ยครับว่าแผ่นที่เราซื้อมานั้นจะดูอย่างไรว่าเป็นแผ่นปลอมหรือแผ่นแท้ ถ้าเป็นแผ่นปลอมผมจะเอาไปคืนทางร้านได้ไหมครับคือตอนนี้ใบเสร็จผมก็ทิ้งไปแล้วอ่ะครับ วานพี่ช่วยไขข้อข้องใจให้ผมด้วยนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ปล.ผมลองเปิดแผ่นอีกครั้งด้วยโปรแกรมวินโดว์มีเดียครับปรากฎว่าดูได้ตามปกติภาพชัดเสียงไม่กระตุกเลยครับ ถ้าพี่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ขอแนะนำครับหนังสนุกดี (ถึงแม้ว่าจะชวนง่วงนอนไปซักหน่อย)
Filed under: Uncategorized

เวรแล้วกรู……………แม้เเต่หมายังเมิน
หรือมันอยากจะดูดบุหรี่วะเนี่ย
Filed under: Uncategorized

vongdeung, koh samet
.
.
บ่ายวันเสาร์ที่อ่าววงเดือน เกาะเสม็ด
กับความพยายามเอาสิ่งต่างมาประกอบเป็นรูปหัวใจซักดวง
หัวใจของผมมันดูไม่สมประกอบ เพราะมันคือการรวมตัวของสิ่งที่ดูไม่ค่อยจะเข้ากัน
แต่นั่นมันก็ไม่สำคัญ ตราบใดที่เรายังมองมันในภาพรวมและเห็นว่ามันคือ “หัวใจ”
ครั้งหนึ่งผมเคยได้รับรูปทำนองนี้ ในตอนนั้นผมมองไม่เห็นความสำคัญของมัน
มาถึงเวลานี้กลับเป็นผมที่อยากทำมันขึ้นมาเสียเอง
เพราะใจดวงเก่าของผมมันได้หายไปเสียแล้ว
.
.
.
.
.
.
ขอมอบใจดวงนี้แด่ความรักที่ไม่สมประกอบ






















