The corn   Leave a comment

ระหว่างทางกลับจากสัมมนาที่ลพบุรี ผมพบว่าบนถนนสายโคกตูม-พระพุทธบาทเต็มไปด้วยไร่ข้าวโพดมากมาย หลายแปลงถูกเก็บเกี่ยวจนเหลือเพียงแต่ไร่เตียนโล่ง ตลอดสองข้างทางชาวบ้านมาตั้งเต้นท์ทำเพิงขายข้าวโพดกัน ผมอดไม่ได้ที่จะชลอรถชำเลืองดูกิจกรรมน่าสนุกของชาวไร่ จนสุดท้ายไปจอดรถเทียบเพิงหนึ่งที่อยู่โดดเดี่ยวไกลออกไป
“ข้าวโพดขายไงครับป้า” ผมถามแม่ค้าชาวไร่มือสมัครเล่น(ดูยังไงก็เกษตรกรชัดๆ)
ป้าคนขายเลิ่กลั่กกุลีกุจอเดินมาใกล้ “ถุงละยี่สิบบาทจ๊ะเก็บมาสดๆใหม่ๆ” แกหยิบถุงข้าวโพดถุงใหญ่ส่งให้ดูถุงหนึ่งในนั้นมีข้าวโพดข้าวเหนียวสีขาวนวลฝักยาวประมาณฝ่ามือบ้าง ใหญ่และเล็กกว่าบ้างคละกันถุงละห้าถึงหกฝัก
“ฝักไม่ค่อยใหญ่เลยเนอะ หนักเท่าไหร่กิโลนึงได้มั้ย” ผมถามต่อ
“ก็ประมาณโลแหละจ๊ะ ตอนชั่งชั่งทั้งเปลือกถุงละโลสอง นี่แกะเปลือกเรียบร้อยเอาไปต้มกินได้เลย” แกว่า
“มีแต่ฝักเล็กๆทั้งนั้นเลย เหลือคัดส่งแม่ค้าหรอ” ผมสงส้ย
“จ๊ะ ส่งแม้ค้านี่ฝักใหญ่ ประมาณสามฝักโล ส่วนพวกนี้ฝักเล็กมั่ง หัวเปิดมั่งก็เอามาแกะขายเนี่ยจ๊ะ” แกพูดปนยิ้ม “เอากี่ถุงดี สดๆใหม่ๆพึ่งเเกะเมื่อกี้เลยจ๊ะ”
“ฝักมันเล็กไปหน่อย ผมช่วยซื้อสองถุงละกัน” ผมว่า
“นี่เอางี้ละกัน ป้าเหลืออยู่หกถุงนี่ เอาหมดเลยละกัน คิดร้อยเดียว” แม่ค้าชาวไร่ปิดการขาย
“แอร๊ย ผมเยอะเกิ้น กินไม่หมดหรอก ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร” ใช่ว่าไม่อยากได้ของแถมแต่หกกิโลมันเยอะเกินขนาด
“เอาหน่ะ นึกว่าช่วยเกษตรกรแล้วกัน” ป้าอ้อน
โดนไม้นี้เข้าไปเลยหลวมตัวเสืยเเบงค์เเดงจ่ายแกไปจนได้ รู้ตัวอีกทีข้าวโพดน้อยหกถุงก็มากองที่เบาะหน้าเต็มเบาะเชียว ระหว่างทางกลับบ้านผมก็หันไปส่งสายตาให้เจ้าข้าวโพดน้อยเหล่านั้นเป็นระยะ ชั้นจะกินพวกแกอย่างไรดีหนอ นึกตลกคำป้าแม่ค้าชาวไร่ จากข้าวโพดเหลือคัด กลายเป็นซื้อช่วยเกษตรกรไปซะได้ มันก็ของอันเดิมมุมมองเปลี่ยนความรู้สึกก็เปลี่ยน เอวัง

ปล.ผมถือโอกาสแวะบ้านเพื่อนที่อยู่ระหว่างทางนำข้าวโพดไปแบ่งเเม่เพื่อนเสียสองถุง แจกลูกน้องไปอีกสองถุง สองถุงที่เห
ลือแม่จัดการต้มไปเรียบร้อย ผมกินไปแล้วสามฝัก เอ้า กินช่วยเกษตรกรกัน……..…ฮา

Posted January 27, 2012 by torword in Uncategorized

Follow   Leave a comment

ผมเดินตามใครคนหนึ่ง
คุณเคยบ้างไหมที่เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างกับคนแปลกหน้า รู้สึกถูกชะตาอย่างไม่มีเหตุผล อยากเข้าไปคุย อยากทำความรู้จัก อยาก… อีกมากมาย นั่นแหละความรู้สึกของผมในตอนนี่มันเป็นแบบนั้น

ในสถานที่ที่คนขวักไขว่อย่างในห้างสรรพสินค้า โดยไม่ได้ตั้งใจคุณอาจพบว่าตนเองกำลังเดินตามใครบางคนอยู่ แน่แหละเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่มันจะมีช่วงเวลาหนึ่งๆที่ทำให้บางคนต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ระหว่างเตริดเตร่อยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนั้น อันที่จริงผมกำลังจะกลับที่ไปรถเพื่อเดินทางกลับบ้าน สายตาของผมจับจ้องไปในทิศทางตรงเป็นพิเศษ อาจเพราะได้สิ่งที่ต้องการในมือเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการเดินทางกลับทำให้สิ่งรอบข้างลดความน่าสนใจลงเหลือเพียงแต่ในทิศทางตรงไปที่จอดรถ

ผมสังเกตุเห็นว่าใครคนหนึ่งที่เดินนำหน้าผมนั้น ได้รับความสนใจจากคนอื่นๆเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนที่เดินสวนทางมาในทิศตรงข้าม ผมเห็นหลายสายตาจับจ้องที่ใครคนนั้น แม้แต่คนที่หยุดยืนอยู่ระหว่างทางยังจ้องมองตามใครคนนั้นอย่างไม่ละสายตา

ผมยังคงเดินตามใครคนหนึ่ง
คุณเคยบ้างไหมที่เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างกับคนแปลกหน้า รู้สึกถูกชะตาอย่างไม่มีเหตุผล อยากเข้าไปคุย อยากทำความรู้จัก อยาก… อีกมากมาย นั่นแหละความรู้สึกของผมในตอนนี่มันเป็นแบบนั้น

ผมเริ่มให้ความสนใจกับใครคนนั้นมากขึ้นอย่างเช่นที่คนอื่นๆทำ ผมไม่แปลกใจเลยที่ใครต่อใครต่างพากันจ้องมอง ถ้าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ เธอคงเป็นผลงานชิ่นโบว์แดงของพระองค์ ผมปะบ่าของเธอดำเงาสลวยพริ้วไหวไปมาตามจังหวะก้าวเท้าอย่างเป็นจังหวะ เสื้อยืดสีขาวแขนสั้นเข้ารูปกับกางเกงขาสั้นพอดีฟิตส่งให้เห็นเรือนร่างเซ็กซี่ดุจนางแบบที่หลุดออกมาจากนิตยสาร “หุ่นเธอดีจริงๆ” ผมอุทานในใจ “ต้องรู้จักเธอให้ได้” ผมคิด

ผมยังคงเดินตามใครคนหนึ่งอย่างจงใจ
นานแค่ไหนแล้วที่ผมเคยมีคนเดินควงในบรรยากาศแบบนี้ มันนานทีเดียวนานจนจะไม่อยากจะนึกย้อนถึง “ช่างมันเถอะ อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว” ผมเฝ้าคิดปลอบใจตัวเอง แม้ช่วงอายุในการหาคู่ครองของเพศชายจะดูเหมือนยาวนานกว่าเพศหญิง แต่เมื่อก้าวย่างเข้าสู่หลักสามมันก็สร้างความกดดันได้ไม่น้อยทีเดียว เพื่อนฝูงทยอยเข้าหอลงโรงกันไปทีละคน ทีละคู่
“แล้วกูหล่ะ” ผมได้แต่คิดน้อยใจเงียบๆลำพัง

ถ้าหากคุณรู้จักผมเป็นการส่วนตัวคงจะหลงคิดว่าผมไปกินดีหมีมาแน่ๆ ที่กำลังจะทำในสิ่งที่ผมไม่กล้าทำมาก่อน อย่าพึ่งคิดเลยเถิดไปไกล ผมแค่จะทำความรู้จักกับสาวสวยที่เดินทอดน่องนำหน้าผมอยู่นางนั้น สำหรับหลายคนมันคงเป็นธรรมดาเอามากๆแต่สำหรับผมผู้ไม่ประสาทางรัก การดุ่มเข้าไปทำความาู้จักกับสาวแปลกหน้าเป็นเรื่องหนักหนาพอควร

ผมยังคงเดินตามใครคนหนึ่งอย่างจงใจและใกล้เข้าไปเรื่อยๆ
คุณเคยบ้างไหมที่เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างกับคนแปลกหน้า รู้สึกถูกชะตาอย่างไม่มีเหตุผล อยากเข้าไปคุย อยากทำความรู้จัก อยาก…อีกมากมาย นั่นแหละความรู้สึกของผมในตอนนี้มันเป็นแบบนั้น

ผมนึกตลกถึงบทสนทนาบนโต๊ะอาหารในค่ำวันสุดสัปดาห์ที่ผมมีโอกาสได้แวะไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านชานเมือง
“เล็ก เอ็งต้องหาเมียซักสองคนรู้มั้ย คนหนึ่งช่วยทำงานหาเงิน ส่วนอีกคนมาช่วยดูแลแม่แกนี่” พ่อว่า
“คนเดียวก็หาให้ได้ก่อนเถอะ” แม่สวนขึ้นทันควัน ตามด้วยเสียงหัวเราะของคนทั้งคู่ ผมได้แต่ยิ้มเจื่อนเนียนไปกับบรรยากาศ

อย่าว่าแต่แต่งเมียเลย แฟนซักคนยังหากับเค้าไม่ได้ วันนี้แหละโอกาสมาถึงแล้ว ผมคงเสียดายที่สุดหากปล่อยสาวสวยคนนี้หลุดลอยไป ผมตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

ผมยังคงเดินตามใครคนหนึ่งอย่างจงใจและใกล้เข้าไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
ผมเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นหวังตามเธอให้ทัน จากนั้นคงต้องหาวิธีทำให้เธอหยุดและมีเหตุให้เราต้องสนทนากัน ผมอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงก้าว ผมต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว

“โอ้ย…” ผมร้องขึ้น โดยไม่ตั้งใจผมสะดุดขาตัวเองล้มลงไปกองกับพื้น ผมยอมรับว่านี่ไม่ได้อยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย แต่มันก็ประจวบเหมาะพอดีที่ทำให้เธอหยุดแล้วหันกลับมาที่ผม เธอทรุดตัวลงมาช่วยผยุงผมยืนขึ้น สายตาของผมมองไปที่มือขาวเรียวของเธอ ผิวของเธอช่างอ่อนนุ่มเหลือเกิน

“เป็นอะไรรึป่าวคะ” เธอพูด
เสียงของเธอทำเอาผมต้องเงยหน้าขึ้นมอง ขณะลุกขึ้นยืน
“ไม่เป็นไรครับขอบคุณมากครับ” ผมตอบ
เธอพยักหน้าน้อยๆให้ผมหนึ่งครั้ง ก่อนปล่อยมือของเธอแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนสงบนิ่งอยู่อย่างนั้นราวครึ่งนาที

ถึงตรงนี้คุณอาจจะคิดว่าผมปอดแหกในวินาทีสุดท้ายเลยปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เปล่าเลยครับผมตั้งใจ ถึงจะขัดสนแค่ไหนผมก็ยังไม่อยากเป็นชาย(แท้)เหนือชาย(เทียม)ในตอนนี้

ปล.สำหรับเรื่องพระเจ้าสร้างมนุษย์ และเธอคือผลงานชิ้นโบว์แดงนั้น ถือว่าผมไม่ได้พูดแล้วกัน

Posted December 23, 2011 by torword in Uncategorized

Drama(tic)   Leave a comment

คุณคิดบ้างไหมว่าชีวิตเราทุกวันนี้มัน “ดราม่า” เอาจริงๆ ยามอุกทกภัยมาเยือนเช่นนี้ลองเปิดโทรทัศน์ดูรายการทีวีซักช่องหนึ่ง ถ้าไม่นับละครหลังข่าวที่ดราม่าเป็นสรณะอยู่แล้ว ลองอดทนนั่งดูช่องเดิมติดต่อกันเป็นเวลานานซักชั่วโมงหนึ่งเถิดแล้วจะรู้ ผมกล้ารับประกันว่าอย่างน้อยข่าวของฟรีทีวีทุกช่องจะต้องมีสกู๊ปข่าวที่ทำออกมาเป็นมิวสิควีดีโอ ภาพ(เคลื่อนไหว)ประกอบเพลง บางเรื่องก็เศร้า บางเรื่องก็สุข บางเรื่องก็ตลก ทุกสถานีทำกันเอิกเริกจนเหมือนกับว่ามันต้องเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์พิเศษไปแล้ว ส่วนตัวผมคิดว่าดราม่าในยามวิกฤตของบ้านนี้เมืองนี้นั้นมีมานานแล้ว เพียงแต่ในสมัยก่อนเรายังไม่ค่อยได้ประสพเหตุการณ์ที่ใหญ่โตกับเขาเท่าไร ดราม่าตัวพ่อที่ผูกขาดดราม่าในสถานการณ์พิเศษก็เห็นจะได้แก่ นักร้องเพลงเพื่อชีวิตท่านหนึ่งที่ไม่ว่าประเทศเราจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เกินสัปดาห์น้าแกจะมีเพลงเพื่อชีวิตออกมาเผยแพร่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นคลื่นยักษ์ ปฏิวัติ จลาจลกลางเมือง หรือแม้แต่น้ำท่วมครั้งล่าสุด น้าเขาก็มีเพลงเข้าสถานการณ์มาให้ได้ฟังกัน แต่เห็นแปลกอยู่อย่างคือน้ำหลากคราวนี้สื่อโทรทัศน์ไม่ได้ตอบสนองดนตรีน้าเขาเป็นการพิเศษอย่างเช่นที่ผ่านๆมา หลายสถานีเริ่มหาเพลงประกอบดราม่าของตัวเองทำให้ดพลงของน้าเหลือเปิดประกอบรีวิวเพียงไม่กี่ช่อง นี่แหละต้นตำรับดราม่าในสถานการณ์พิเศษ
รายต่อมาที่เจริญรอยตามติด ก็เห็นจะเป็นพี่นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ รายนี้มักออกเพลงป๊อบดราม่าช่วงหลังสถานการณ์คลี่คลาย เอกลักษณ์ของแกคือการรวมกลุ่มศิลปินนักร้อง ต่างจากน้าต้นตำรับที่แต่งเองร้องเอง
หันมาดูดราม่าในงานโฆษณากันบ้าง ที่ธรรมดาเอามากก็คงจะเป็นซีเอสอาร์ประชามสัมพันธ์องค์กรณ์ของเหล่าบรรดาบริษัทห้างร้านต่างๆ ว่าตอนน้ำท่วมได้ออกไปช่วยเหลือใคร อะไร อย่างไรบ้าง อันนี้ธรรมดสเป็นสิ่งที่ไม่เหนือความคาดหมาย แต่ที่ดราม่าสุดๆคือโฆษณาตัวใหม่ของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งที่อาศัยภาพน้ำท่วมมาผูกโยงกับประโยชน์ของการมีเครือข่ายไร้สาย ให้ตายเถอะยอมรับครับว่าหัวดีเข้าใจคิด แต่กูแล้วมันออกจะดราม่าจนน่าขนลุก โอ้ว บร๊ะเจ้าอะไรมันจะดราม่ากันขนาดนี้
หันออกจากนอกจอมาเรื่องดราม่ารอบตัวกันบ้าง เมื่อคืนนี้ผมพาแม่ไปซื้อของในซุปเปอร์สโตว์ข้ามชาติใกล้บ้านแห่งหนึ่ง คนก็เยอะตามประสาวันอาทิตย์ กลิ่นดราม่าลอยมาแตะจมูกตั้งแต่เดินเข้าห้าง คงมีเพียงประเทศไทยนี่แหละมั้งครับที่คนสามารถมาเดินเตร็ดเตร่ในห้างค้าปลีกราวกับว่ามาเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าพรรค์นั้น ดราม่าเฉพาะกิจเข้ากับสถานการณ์คือการปรากฏตัวของสินค้าบางประเภท เช่น น้ำดื่มอิมพอร์ตจากฮ่องกง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากมาเลเซีย ใครจะๆปคืดหล่ะครับว่าน้ำฮ่องกงจะเข้ามาเบียดชั้นวางยืนเคียงข้างกับน้ำเเร่ราคาโหดแทนที่น้ำดื่มดาดสัญชาติไทย มันดราม่าหนักเข้าไปอีกที่ไม่มีน้ำอัดลมซักขวด ซักยี่ห้อ ทั้งน้ำดำน้ำไม่ดำ และไม่ใช่เพียงแต่ในห้าง ในร้านสะดวกซื้อ ร้านนำเเข็งแถวบ้านก็ยังหาน้ำซ่ากินไม่ได้ ใครจะไปคิดว่ามันจะขาดตลาดขนาดนี้
อ่อ พูดถึงดราม่าในห้างที่เห็นจะไม่พูดถึงไม่ได้ก็เห็นจะเป็นระบบรักษาความปลอดภัย สัญณานกันขโมยมือถือ ที่มีรูปร่างหน้าตาหลาบรูปแบบทั้งแบบเป็นสายคาด เป็นตุ่มดำๆ หรือเป็นสติ๊กเกอร์บางๆก็มี เอาหล่ะถ้าเป็นในร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ซีดีเพลงราคาเเพง หรือแม้แต่ในห้างซุปเปอร์สโตว์สำหรับสินค้าที่ราคาสูงๆอย่างเครื่องสำอางบางยี่ห้อ ถ้าจะเอาสัญญาณกันขโมยมาติดก็ยังพอเข้าใจได้ หลังๆเริ่มลามปามมาคาดเข็มขัดนิรภัยให้นมผงเด็ก เอ้า! ก็ราคามันแพงต้องป้องกันไว้หน่อย แต่เมื่อวานในห้างผมตกใจเอามากๆที่มีสินค้าใหม่ที่เขาเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยให้กับมัน กาแฟสำเร็จรูปทรีอินวันยี่ห้อหนึ่ง ใข่ครับฟังไม่ผิด กาแฟสำเร็จรูปราคาแพ๊ดละ 105 บาท และที่ดราม่าหนักขึ้นไปอีกคือมีเพียงเฉพาะกาแฟทรีอินวันยี่ห้อนี้เท่านั้นที่ถูกคาดเข็มขัด ทรีอินวันยี่ห้ออื่น(ที่บางตัวแพงกว่า)กลับไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย พอเดินหลุดชั้นมาหน่อยก็ฉงนหนักไปอีกเพราะแม้แต่กาแฟยี่ห้อเดียวกันนั้นเองแบบชนิดคั่วบดเดี่ยวๆราคาก็กล่องนั้นสูงกว่าเท่าตัวแต่ก็ไม่ถูกคาดเข็มขัดอีกเช่นกัน ผมจึงสันนิษฐานเอาว่าทางห้างคงเลือกรักษาความปลอดภัยให้กับสินค้าที่ได้รับความนิยมในหมู่ขโมย มากกว่าจะดูที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว และยังสันนิษฐานได้อีกว่าขโมยสมัยนี้ไม่ได้เอาแต่ของราคาแพงเสมอไป
อันที่จริงชีวิตผมช่วงนี้ก็ดราม่าเอาการอยู่แต่อย่าไปพูดถึงมันเลย แค่นี้โลกของเราก็ดราม่าพอแล้ว หรือคุณว่าไม่จริง

Posted November 28, 2011 by torword in Uncategorized

ล้วงคองู(หรือ?)เห่า   Leave a comment

นานมาแล้วเคยมีรายการโทรทัศน์สัญชาติอเมริกันที่นำเสนอเรื่องราวตลกๆแบบเป็นธรรมชาติของเหล่าบรรดาโจรต่างๆที่มักทำเรื่องอะไรโง่ๆจนพลาดพลั้งหรือถูกตำรวจจับได้ในที่สุด เคเบิลทีวีบ้านเราก็เห็นเคยนำเอามาฉายสร้างความบันเทิงอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่สำหรับเมืองไทยบ้านเราดูเหมือนจะยังไม่มีรายการทำนองตีแผ่ความโง่ของคุณโจรโดยตรง อาจมีบ้างบางรายการที่นำเรื่องราวสนุกที่เกิดบนโรงพักแต่นั่นก็มีหลากหลายประเด็นกว่ามุ่งเอาความโง่เน้นๆ
อ่านข่าววันนี้ข่าวหนึ่งแล้วชวนให้ขำ ตำรวจจับโจรปล้นบ้านปลัดกระทรวงคมนาคมได้แล้ว ที่ขำก็ตรงที่ปล้นบ้านใครไม่ปล้นดันมาปล้นคนใหญ่คนโต นี่ไม่ใช่ปลัดอำเภอต๊อกต๋อย แต่นี่ระดับปลัดกระทรวง แน่หล่ะมีหรือจะรอดตารางงานนี้ ก็เลยโดนจับได้โดยละม่อม
เผินๆเหมือนจะจบแต่เปล่าเลย มีขำก๊อกสอง โจรสารภาพที่ปล้นไปได้เงินไป 200 ล้าน โอ้วววว บร๊ะเจ้า ไหนใครว่ารับราชการเงินเดือนมันต้อยต่ำเห็นจะไม่จริงละมั้งเนี่ย แถมโจรยังคุยที่เอาไปเเค่จิ๊บๆในบ้านปลัดมีเงินเป็น 1000 ล้านบาท อกอีแป้นจะแหก ขำท้องขดท้องแข็ง
งานนี้สำหรับพี่โจรคงจะจบ ก็ติดคุกโดนดำเนินคดีกันไป ที่เห็นจะยังไม่จบแถมงานอาจเข้าเต็มๆคือคุณปลัดที่เคารพ อาจต้องเจอคำถามที่ต้องตอบดังๆว่า “ทรัพย์นี้ท่านได้แต่ใดมา” ฮาาาาาา

ปล.งานนี้พี่โจรนอกจากจะเป็นอาชญากรโดยพฤตินัยแล้ว อาจได้รับตำแหน่งวีรบุรุตผู้แจ้งเบาะเเสการกระทำทุจริตอีกตำแหน่ง

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000146944

Posted November 17, 2011 by torword in Uncategorized

Thank you note   Leave a comment

เที่ยงวันนี้ ผมลืมตาดูโลกมาแล้ว 28 ปี กับอีก 1 วัน
โอ้ว! เวลามันช่างผ่านไปเร็วจนน่ากลัว กลัวที่ยังเหลืออีกหลายอย่างที่อยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ บร๊าาาาาาา! 
ขอขอบพระคุณ ป๊า แม่ และโคตรเหง้าสักราชของผม หากไม่มีพวกเขาก็คงไม่มีผมในวันนี้
ขอขอบพระคุณทุกคำอวยพร ขอให้ทุกท่านได้รับพรนั้นเช่นเดียวกัน และต้องขออภัยที่ผมได้แต่กด like ไปเท่านั้น อย่างน้อยก็อยากให้ได้รู้ว่าผมได้เห็น อ่านมันและดีใจเป็นอย่างยิ่ง
สุดท้ายขอสงกำลังใจกับเพื่อน พี่น้อง ที่ประสบอุทกภัยทุกท่าน ขอให้น้ำลดไวๆครับ

ปล.ไม่รู้ว่าผมพูดเร็วไปไหม แต่อยากฝากกันช่วยคิดหน่อยนะครับว่า ไอ้สิ่งก่อสร้าง ทั้งอิฐ หิน ปูน ทราย จำนวนไม่น้อยที่เราๆนำมาทำสิ่งป้องกันน้ำเหล่านั้น เสร็จฤดูน้ำท่วมแล้ว จะเอาไปไว้ที่ไหนกัน อย่างน้อยๆเอาไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์จะดีกว่านะครับ

สวัสดี

Posted November 16, 2011 by torword in Uncategorized

Look   Leave a comment

“ว๊าย!! ทับหมา ไส้แตกเลย” เสียงร้องของใครบางคนทำให้ผมต้องหยุดรถ โดยไม่ต้องใช้สมองคิดผมก็ตระหนักได้ว่าคงขับรถเหยียบหมาเข้าให้แล้ว

สิ้นเสียงเล็กแหลมนั้น เธอส่งสายตาจ้องมองมาที่ผมอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ชั่วขณะไม่กี่วินาทีที่นานราวชั่วกัปชั่วกัลป์

โอ้ว! ผมยังจำแววตาคู่นั้นได้จนถึงวินาทีนี้

“ใช่ ผมมันคือไอ้ฆาตกรเลือดเย็นที่ลงมือสังหารเหยื่อไม่รู้เดียงสาไร้ทางสู้”
“ใช่ ผมมันคือไอ้คนประมาทเลินเล่อ ที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน”
“ใช่ หากโทษแห่งความผิดที่ทำให้ผู้อื่นต้องเสียชีวิตนั้นคือประหาร เขิญเถิด เชิญมารับวิญญาณของผมไปเสียเดี๋ยวนี้”
“ใช่ ผมไม่มีข้อแก้ตัวในความผิดที่ได้กระทำลงไป”
“ใช่ ผมมันชั่วช้าเลวทรามอย่างที่สุด”

ใช่แล้ว ทั้งหมดนั่นมันอยู่ในสายตาคู่นั้นเอง

Posted September 22, 2011 by torword in Uncategorized

จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า   Leave a comment

จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ฉันไม่ขอข้าวขอแกง ไม่ขอแหวนราคาแพง ไม่ขอของล้ำค่า
จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ฉันขอแค่เวลา ให้มันเดินช้าๆ ลงสักสองสามนาที
ขอให้ฉันได้สัมผัส ความรู้สึกที่ตรงนี้ นานขึ้นอีกนาที มันคงจะดีเสียจริง

Posted September 13, 2011 by torword in Uncategorized

  Leave a comment

ที่รัก
ถ้าเธอรักฉันจริง
สุขอื่นยิ่งสวรรค์ก็ไร้ความหมาย
ถ้าเธอไม่รักฉันจริง
สุขอื่นยิ่งสวรรค์ก็ไร้ความหมาย

จากหนังสือ ช่องที่ไม่ว่าง
ดร.จอห์น บร๊าฟ เขียน
เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต แปล

Posted September 4, 2011 by torword in Uncategorized

Dying massage   Leave a comment

เช้าหนึ่งเมื่อสองสามวันที่เเล้วผมถอยรถออกจากโรงจอดรถที่บ้านด้วยอาการคุ้นเคย มันก็เหมือนจะปกติถ้าหากไม่นับสิ่งแปลกปลอมที่สังเกตุเห็นหลังจากถอยออกพ้นประตูโรงรถ สุนัขท้องแก่ที่เลี้ยงเอาไว้มันเดินวนเวียนด้วยกิริยาประหลาดรอบบริเวณที่รถผมเคยจอดรถอยู่เมื่อครู่ เดินไปดูก็พบว่าสุนัขตัวนั้นมันคลอดลูกออกมาแล้วสองตัว คืนก่อนหน้านั้นฝนตกหนักมันคงอาศัยใต้ท้องรถเป็นห้องคลอดจำเป็น แว่บแรกผมก็รู้สึกยินดีไปกับมันที่ได้ลูกแต่พอเดินเข้าไปใกล้อีกนิดก็พบจากสองตอนนี้เหลือเพียงหนึ่งชีวิต ลูกสุนัขตัวหนึ่งนอนแน่นิ่งกับพื้น ลิ้นจุกปาก หัวแบนราบไปกับพื้น
“ฉิบหายแล้วกู” ผมคิด
ไม่ต้องสงสัยผมถอยรถทับลูกหมาเข้าให้แล้ว ภาพที่เห็นสุนัขแม่ลูกอ่อนเดินวนเวียนลูกของมันที่แม้จะหมดลมไปแล้ว มันช่างทำให้สะเทือนใจยิ่ง จู่ๆผมก็รู้สึกหน้าชาราวกับโดนตบเอาดื้อๆ
“ดูสิ ลูกหมาเกิดมาตายังไม่ทันได้ลืมตาดูโลกเสียด้วยซำ้ก็ตายเสียได้ ชีวิตนี้ช่างไม่แน่นอน ความตายสิแน่นอน” มันทำให้ผมคิดได้ว่าเรานี้ช่างประมาทเหลือเกิน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตอย่างสุ่มเสี่ยง เหลวไหลไปกับเรื่องไร้สาระ ปล่อยตัวปล่อยใจให้อารมณ์พาไปเลยเถิด
ผมเกิดคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าพรุ่งนี้ผมต้องตายหล่ะ โอ้…ไม่นะ ยังมีอีกหลายอย่างที่ผมยังไม่ได้ทำ”
เกิดแล้วต้องตายอันนี้ทุกคนรู้ แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ บางคนอาจอยู่ได้เป็นร้อยปี บางชีวิตอาจอยู่ได้เพียงหนึ่งวัน เราทุกคนก็เหมือนกับพกระเบิดเวลาเอาไว้กับตัว ชีวิตที่ผ่านไปแต่ละวันก็ไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังรอวันที่ระเบิดเวลาลูกนั้นจะทำงาน คำถามก็คือเมื่อเวลานั้นมาถึงเราพร้อมที่จะเผชิญกับมันหรือไม่
วินาทีนั้นเองผมสัญญากับตัวเองว่าอย่างน้อยที่สุดเมื่อถึงเวลานั้นผมอาจจะยังคงเสียดายที่ยังไม่ได้ทำอะไรบางอย่าง แต่ผมจะไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไปแล้วแน่นอน

ปล.ผมซื้อนิตยสารมารส์ฉบับหน้าปกคุมิโกะ ซูกาโฮะ มาอ่าน อย่างน้อยก่อนที่จะต้องตายตาย(ขออีกซักสี่สิบปี)ผมก็ไม่เสียดายแล้วที่ชีวิตนี้ได้รู้จักเธอ

Posted August 24, 2011 by torword in Uncategorized

สนทนา   Leave a comment

โดยปกติถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงผมจะหลีกเลี่ยงบทสนทนาหัวข้อการเมืองกับบุคคลที่ไม่สนิท(หรือไม่รู้ว่าก่อนว่าทัศนคติทางการเมืองเขาไปทางไหน) ผมเลือกที่จะรักษามารยาท เออออห่อหมกไปกับความคิดเห็นของเขาเหล่านั้น ทั้งที่บางครั้งก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าใดนัก ยิ่งถ้าเขาเหล่านั้นมี “อารมณ์ร่วม” มากก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด ผมเลือกที่จะปล่อยผ่านไปเสียดีกว่า แต่ก็มีบางกรณีที่เห็นว่าเขาบางคนนั้นพอที่จะจูนอารมณ์ รับฟังเหตุผลอยู่บ้าง ผมก็ยินดีที่จะสนทนาด้วย

เมื่อสองสามวันก่อนผมมีธุระต้องไปติดต่อกับหน่วยงานราชการเล็กๆหน่วยหนึ่ง ข้าราชการชั้นผู้น้อย(แต่อายุเยอะ)ชวนผมคุยระหว่างอ้อยอิ่งรอธุระที่ยังไม่เรียบร้อย ผมจำไม่ได้ว่าบทสนทนาของเรามันเริ่มด้วยเรื่องอะไร แต่มาๆไปๆลุงแกวกเข้าเรื่องการเมืองดื้อๆ ผมก็ปล่อยแกระบายอารมณ์ร่วมที่พรั่งพรูออกมาเหมือนน้ำเหนื่อที่กำลังท่วมหลายจังหวัดอยู่ขณะนี้ ใจคิดว่างานเข้าอีกเเล้วตรู ก็ฟังไปอวยแกไป จนมาจบที่ประโยคหนึ่งที่มันสะกิดใจจนต่อมอะไรซักอย่างในสมองมันหลั่งสารกระตุ้นความกล้าแหกกฏตัวเอง ลุกขึ้นมา ปะฉะดะ กับลุงราชการชั้นผู้น้อยไปเสียชุดใหญ่

“ใครจะมามันก็โกง เหมือนกัน แต่ถ้าโกงแบ่งเราด้วย อย่างนี้ก็รับได้”

(ฉิบหายแล้วมั้ยหล่ะ ผมคิด)

“เฮ้อ…น่าสงสารประเทศไทยนะลุง”

“ทำไมหล่ะ อา”ลุงถามกลับ (ผมไม่เข้าใจว่าทำไมลุงแกใช้สรรพนามเรียกผมอย่างนั้น แกเองก็เรียกลูกน้องผมที่ไปด้วยกันด้วยสรรพนามเดียวกันทั้งที่เขาอายุแก่กว่าผมอีก)

“ก็น่าสงสารตรงที่ไม่มีนักการเมืองที่ไม่โกงบ้างหรือไง”

“555 จริงของอา” แกหัวเราะ

ผมทิ้งจังหวะนิดหนึ่งเพื่อประเมินท่าทีว่าแกยังจะมีก๊อกสองหรือเปล่า ถ้านิ่งเงียบก็ถือเป็นช่องให้ผมออกอาวุธอีกซักดอกสองดอก “ลุงไอ้ที่เขาโกงเขาเอาทีเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ที่ตกมาถึงลุงนะถ้าเทียบกับมันเศษขี้ผงเองนะ”

“ก็จริงของ อา แต่ทำไงหล่ะในเมื่อมันโกงกันหมด เราก็เอาที่มันโกงแล้วทำงาน โกงแล้วเเบ่งเราด้วยซิวะ” ลุงว่า(เริ่มออกวะโว้ยซะเเล้ว)

“เอางี้สมมติผมกับลุงทำงานบริษัทเดียวกัน ผมเป็นหัวหน้า ผมโกงมาก็แบ่งลุง ผมรวย ลุงก็รวย โกงไปโกงจนบริษัทเจ๊ง แล้วทีนี้ยังไงต่อ” ผมปล่อยหมัดแรก ลุงเงียบไปผมเลยปล่อยอีกดอก “ถ้าผมเป็นหัวหน้าผมไม่โกง ลุงก็ไม่โกง เราตั้งใจช่วยกันทำงานให้บริษัท บริษัทเจริญ เราก็ก้าวหน้า เงินเดือนขึ้น อย่างไหนมันดีกว่ากันหล่ะลุง”

ลุงเอามือกอดอกตั้งใจฟัง แม้สีหน้าจะแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่โต้เเย้งอะไร “มันก็จริงอย่างอาว่า” เสียงแกเริ่มอ่อนลง

“ลุงกินเหล้ามะ” ผมเปลี่ยนเรื่อง

“เลิกมาหลายสิบปีแล้ว” แกว่า

“สมัยเรียนผมมีเพื่อนคนนึง มันไม่กินเหล้า ไปเที่ยวกันคนอื่นเค้ากินกันหมด ไอ้ที่ไม่เคยก็ลองหัดกินกันดู ผมก็คะย้ันคะยอให้มันกินซักแก้ว จะพยายามยังไงมันก็ไม่แต่แม้แต่จิบเดียวก็ไม่แต่ แอบเอาเหล้าผสมโค้กพอมันยกมาได้กลิ่นเททิ้งเลย ผมก็ถามว่าทำไมไมกิน มันบอกว่าไงรู้มั้ยลุง”

“ไม่รู้สิ” ลุงทำหน้างงกับผม คงฉงนว่าจะพาออกทะเลไปไหน

“มันบอกว่าชีวิตนี้มันจะไม่กินเหล้า แล้วถ้าทั้งชีวิตมันไม่กินเหล้า แก้วที่ผมยื่นวันนั้นมันก็ไม่แตะ ถ้ามันจิบตามคำยอผมเเค่จิบเดียว มันก็กลายเป็นว่ามันก็จะบอกไม่ได้ว่าชีวิตนี้ไม่กินเหล้า เจอมันว่าอย่างนี้ผมก็พูดไม่ออก เลิกอวยให้มันกินเหล้าตั้งแต่นั้นเลย”

“เออ มันใจแข็งดีเว้ย” ลุงแกยิ้ม

“ลุง ลุงว่าดีมั้ย ถ้าเราจะอยู่ในสังคมที่ไม่มีคอรัปชั่น ไม่มีการโกงกิน” ผมวกเข้าประเด็น

“โอ้ย ถ้าเป็นอย่างนั้นได้มันก็ดีสิอา” ลุงรีบตอบ

“แล้วถ้าสังคมจะเป็นสังคมที่ปลอดคอรัปชั่น ผมกับลุงในฐานนะเป็นหนึ่งในสมาชิกของสังคมนั้นก็ต้องไม่โกงด้วยถูกมั้ย ถ้าแม้แต่ลุงหรือผมคนหนึ่งโกงซะเเล้วสังคมมันก็จะเป็นสังคมปลอดโกงได้ยังไง” ผมปล่อยหมัดน็อค “มันต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน ถ้าอยากให้สังคมมันดี เราก็ต้องทำดีก่อน ถ้าตั้งต้นเราไปคิดว่าว่าโกงมั่ง ทำงานงานมั้ง แบ่งเรามั่ง เราก็ต้องอยู่กันในสังคมที่มีแต่โกงต่อไป เพราะเราไปยอมรับมันเสียเอง ถูกมั้ย” ผมจบแบบที่คิดว่าลุงต้องเมาหมัดลงไปกองกลางเวทีอย่างแน่นอน

“อืม ที่อาพูดมามันก็ถูก” ลุงแกตอบแบบยิ้มๆ

ผมเห็นท่าทางแกยกธงขาวเลยหาเรื่องเฉไฉขอตัว เพราะเสร็จธุระพอดี ก่อนกลับแกเดินมาส่งนอกอาคาร

กลับก่อนนะครับลุง ขอบคุณมากครับ” ผมยกมือไหว้แกทีหนึ่ง

แกรับไหว้ก่อนถามกลับสั่งลา “ว่าแต่เพื่อนอา ตอนนี้ยังไม่ดื่มอยู่รึเปล่า”

ผมยิ้มมุมปาก “เข้าพรรษาคงจะงดอยู่มั้งลุง”

 

 

 

 

 

 

 

 

Posted August 17, 2011 by torword in Uncategorized

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.